รัฐบาลเตือนหางานทำตปท.ผ่านออนไลน์ต้องระวังพบลวงทำงานถูกกักขังทำร้ายร่างกาย อินโฟเควสท์
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้ กระทรวงการต่างประเทศ ได้รับแจ้งการขอรับความช่วยเหลือกรณีคนไทยถูกหลอกไปทำงานในต่างประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นกรณีตำแหน่งหน้าที่ รายได้ สวัสดิการที่ไม่ตรงกับที่ประกาศหรือโฆษณาไว้ก่อนเดินทาง รวมทั้งมีการถูกกักขัง ทำร้ายร่างกาย และบีบบังคับให้ทำงานโดยมิได้สมัครใจ และมีหลายรายถูกนายจ้างหรือผู้ชักชวนเรียกเงินจำนวนมากเพื่อแลกกับการปล่อยตัว
หากไม่ยินยอมจะถูกกักขัง ทำร้ายร่างกาย หรือส่งขายต่อให้นายจ้างรายอื่น หากต้องการกลับไทยต้องนำเงินมาไถ่ตัว ขอเรียนว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตอิทธิพลของกองกำลังทหารชนกลุ่มน้อย ซึ่งยากต่อการติดต่อและเข้าถึงพื้นที่ และมีความอ่อนไหวทางการเมืองสูง การให้ความช่วยเหลือจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและรอบคอบ จึงไม่สามารถดำเนินการได้ทันทีหรือในเวลาอันรวดเร็ว จะสามารถเดินทางกลับไทยได้ก็ต่อเมื่อชำระค่าปรับหรือถูกดำเนินคดีตามกฎหมายเมียนมาแล้ว...
ประเทศไทย ข่าวล่าสุด, ประเทศไทย หัวข้อข่าว
Similar News:คุณยังสามารถอ่านข่าวที่คล้ายกันนี้ซึ่งเรารวบรวมจากแหล่งข่าวอื่น ๆ ได้
GULF-ADVANC ร่วมติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในสถานีฐาน-เสาสัญญาณทั่วปท.กว่า 100 MW : อินโฟเควสท์นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) เปิดเผยว่า บริษัทฯ และ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เนทเวิร์ค จำกัด ในเครือ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (Memorandum of Understanding) เมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา เพี่อร่วมวางแผนพัฒนาโครงการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับสถานีฐานและเสาส่งสัญญาณเครือข่าย AIS ทั่วประเทศ ตั้งเป้าติดตั้งให้ครบทั้ง 30,000 แห่ง ภายใน 3-5 ปี ซึ่งคิดเป็นกำลังผลิตติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์รวมทั้งสิ้นกว่า 100 เมกะวัตต์ ตอบโจทย์เป้าหมายพัฒนาสู่ความยั่งยืนของทั้ง AIS และ GULF อีกทั้งยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจให้กับทั้งสองกลุ่มบริษัทอีกด้วย ทั้งนี้ด้วย GULF เล็งเห็นถึงบทบาทอันสำคัญของพลังงานหมุนเวียนในการขับเคลื่อนสังคมที่ยั่งยืนในอนาคต จึงได้ประกาศนโยบายไม่ลงทุนถ่านหิน (No Coal Policy) อีกทั้งตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้เกิน 30% ของกำลังการผลิตติดตั้งรวมภายในปี 73 …
อ่านเพิ่มเติม »
กษัตริย์มาเลเซียเผชิญแรงกดดันหลังถูกเรียกร้องให้อภัยโทษ 'นาจิบ ราซัค' : อินโฟเควสท์กลุ่มผู้สนับสนุนนายนาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กำลังรอคอยการตัดสินใจของสมเด็จพระราชาธิบดีอัล-สุลต่าน อับดุลเลาะห์ กษัตริย์มาเลเซีย หลังจากกลุ่มผู้สนับสนุนหลายร้อยคนเหล่านี้ได้ยื่นถวายฎีกาต่อสมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลเลาะห์ เพื่อขอการอภัยโทษให้กับนายนาจิบ โดยผู้สนับสนุนอ้างถึงเกียรติและคุณูปการที่นายนาจิบมีต่อประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลฎีกามาเลเซียพิพากษายืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยระบุว่า นายนาจิบมีความผิดจริงในคดีทุจริตที่เกี่ยวข้องกับการยักยอกเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติมาเลเซีย (1MDB) โดยมีโทษจำคุก 12 ปี ส่งผลให้นายนาจิบเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของมาเลเซียที่ต้องรับโทษจำคุก หลังจากนั้นเพียงวันเดียว กลุ่มผู้สนับสนุนนายราจิบกว่า 300 คนได้เดินทางมาถวายฎีกาที่บริเวณหน้าพระราชวังเพื่อขอให้กษัตริย์อับดุลเลาะห์อภัยโทษให้กับนายนาจิบ ขณะที่กลุ่มต่อต้านนายนาจิบได้สร้างแคมเปญบนออนไลน์เพื่อเรียกร้องไม่ให้กษัตริย์อับดุลเลาะห์อภัยโทษให้กับนายนาจิบ โดยกล่าวว่า คำพิพากษาของศาลสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการลงโทษผู้นำมาเลเซียที่ก่อคดีทุจริตโดยไม่เห็นแก่หน้าผู้ใด ซึ่งขณะนี้มีประชาชนเกือบ 1 แสนคนลงชื่อสนับสนุนการไม่ให้อภัยโทษแก่นายนาจิบ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า กษัตริย์มาเลเซียมีบทบาทสำคัญที่จะสามารถชี้ชะตาของนายนาจิบ และอาจทำให้พระองค์เผชิญกับแรงกดดันจากวิกฤตการณ์การเมืองในขณะนี้ เพราะสำหรับกษัตริย์อับดุลเลาะห์แล้ว การอภัยโทษให้กับนักการเมืองที่มีอัตราโทษสูงเช่นนี้ อาจเสี่ยงที่จะสร้างความโกรธแค้นให้กับประชาชนเป็นวงกว้าง ทั้งนี้ นายนาจิบยังไม่ได้ยื่นขอรับการอภัยโทษ แต่หากเขาได้รับพระบรมราชานุญาต ก็จะช่วยให้เขารอดการถูกจำคุก 12 ปี ซึ่งจะเปิดทางให้เขาสามารถกลับมาลงสนามการเมืองได้อีกครั้ง นายอาวัง อัซมาน ปาวี ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยมาลายา (University Malaya) กล่าวกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า “กษัตริย์อับดุลเลาะห์จำเป็นต้องประเมินสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยไม่สร้างความไม่สบายใจให้กับชาวมาเลเซีย เนื่องจากนายนาจิบเพิ่งจะเข้าไปอยู่ในเรือนจำได้ไม่นาน ส่วนกรณีการอภัยโทษนั้นอาจเป็นเรื่องยาก เนื่องจากนายนาจิบจะเผชิญการพิจารณาคดีอื่น …
อ่านเพิ่มเติม »
อินเดียประกาศจำกัดการส่งออกแป้งสาลี หวังควบคุมราคาภายในประเทศ : อินโฟเควสท์รัฐบาลอินเดียเปิดเผยแถลงการณ์ระบุว่า คณะรัฐมนตรีอินเดียได้อนุมัตินโยบายจำกัดการส่งออกแป้งสาลีเพื่อควบคุมราคาในตลาดภายในประเทศ สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ก่อนหน้านี้ทางการอินเดียได้สั่งระงับการส่งออกข้าวสาลีในช่วงกลางเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากคลื่นความร้อนส่งผลกระทบต่อผลผลิต และทำให้ราคาข้าวสาลีในประเทศพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ และต่อมาในเดือนก.ค. อินเดียได้กำหนดให้ผู้ค้าต้องได้รับอนุญาตก่อนส่งออกแป้งสาลี รัฐบาลอินเดียระบุว่า การระงับส่งออกข้าวสาลีทำให้ความต้องการแป้งสาลีของอินเดียเพิ่มขึ้น โดยการส่งออกแป้งสาลีของอินเดียพุ่งขึ้น 200% ระหว่างเดือนเมษ.-ก.ค. 2565 เมื่อเทียบกับปีก่อน และทำให้ราคาแป้งสาลีในตลาดภายในประเทศพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลอินเดียระบุว่า “เนื่องจากไม่มีนโยบายการห้ามหรือจำกัดการส่งออกแป้งสาลี ดังนั้น จึงต้องปรับเปลี่ยนนโยบายบางส่วน เพื่อรับประกันความมั่นคงด้านอาหารและควบคุมราคาที่เพิ่มขึ้น” ทั้งนี้ ราคาข้าวสาลีในประเทศพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 24,500 รูปี (306.71 ดอลลาร์) ต่อตันในสัปดาห์นี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 20% จากระดับต่ำในช่วงที่ผ่านมาหลังจากที่ทางการอินเดียสั่งระงับการส่งออกข้าวสาลีเมื่อวันที่ 14 พ.ค. และทำลายความหวังที่ว่าอินเดียจะช่วยรองรับความต้องการข้าวสาลี ขณะที่การส่งออกในภูมิภาคทะเลดำลดลงอันเป็นผลจากการที่รัสเซียบุกโจมตียูเครนเมื่อวันที่ 24 ก.พ. โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ส.ค. 65) FacebookTwitterLine
อ่านเพิ่มเติม »
CPALL มอง H2/65 โตต่อเนื่องหลังโควิดคลี่คลายหนุนกลับมาใช้ชีวิตปกติ,นทท.ฟื้นตัว : อินโฟเควสท์น.ส.จิราพรรณ ทองตัน หัวหน้าสำนักลงทุนสัมพันธ์ บมจ.ซี พี ออลล์ (CPALL) เปิดเผยว่า บริษัทคาดผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังจะสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาโดยได้รับปัจจัยหนุนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่คลี่คลายไปในทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ประชาชนกลับมาดำเนินชีวิตตามปกติ นักเรียนเข้าเรียนตามปกติ และ นักท่องเที่ยวยังเดินทางเข้ามายังประเทศไทยมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ภาครัฐยังได้ดำเนินนโยบายเพื่อที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโครงการเราเที่ยวด้วยกัน คนละครึ่ง และ อื่นๆ ที่คาดว่าจะเข้ามาช่วยสนับสนุนกำลังซื้อของประชาชนให้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นด้วย ด้านการให้บริการและการจำหน่ายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ยังคงได้รับความนิยมจากลูกค้าที่ใช้บริการอยู่ ซึ่งมีการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง “เราเริ่มมองเห็นแล้วว่าประชาชนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตที่ปกติมากขึ้น คนเริ่มถอดแมสก์ นักท่องเที่ยวต่างประเทศเริ่มเข้ามามากขึ้น ร้านอาหาร ผับ บาร์ เองก็กลับมาเปิดในระยะเวลาที่เป็นปกติมากขึ้น เราจึงคาดหวังว่าในทุกๆธุรกิจภายใต้ CPALL จะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากช่วงครึ่งปีแรก แต่อย่างไรก็ตามอาจจะมีผลกระทบบ้างจากปริมาณฝนที่ตกลงมาค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมา” น.ส.จิราพรรณ กล่าว ส่วนแผนการลงทุนยังคงเป็นไปตามแผนที่ 11,000-12,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายสาขา 7-Eleven อีก 700 สาขา ราว 3,800-4,000 ล้านบาท, การปรับปรุงสาขาเดิม ราว 2,400-2,500 ล้านบาท, การลงทุนในโครงการใหม่ๆ และศูนย์กระจายสินค้า ราว …
อ่านเพิ่มเติม »
ซิตี้กรุ๊ปปิดธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในรัสเซีย กระทบพนักงานกว่า 2 พันคน : อินโฟเควสท์ซิตี้กรุ๊ป อิงค์ ธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐเปิดเผยว่า บริษัทจะปิดธุรกิจลูกค้ารายย่อยและธนาคารพาณิชย์ในรัสเซียตั้งแต่ไตรมาสนี้เป็นต้นไป และคาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 170 ล้านดอลลาร์ในช่วง 18 เดือนข้างหน้า สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ในเดือนเม.ย. 2564 ซิตี้กรุ๊ปซึ่งเป็นธนาคารสหรัฐที่ใหญ่ที่สุดในรัสเซียได้ประกาศแผนการที่จะยุติการดำเนินธุรกิจลูกค้ารายย่อย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการถอนตัวออกจากตลาดต่างประเทศในวงกว้าง และได้ขยายขอบเขตมาสู่การปิดธุรกิจธนาคารพาณิชย์เมื่อเดือนมี.ค.ปีนี้ หลังจากที่รัสเซียเปิดฉากบุกโจมตียูเครน การปิดธุรกิจดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อพนักงานประมาณ 2,300 คนจาก 3,000 คนใน 15 สาขาในรัสเซีย โดยบริษัทได้ดำเนินการสอดคล้องกับบริษัทอื่น ๆ ของสหรัฐที่ได้ยุติ หรือประกาศแผนยุติการดำเนินงานในรัสเซียตามมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก นายสิทธัต ซิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของไอรอนโฮลด์ แคปิตอลในนิวยอร์กกล่าวว่า “ดูเหมือนจะเป็นความเคลื่อนไหวที่ดี” นั่นเป็นเพราะการให้กู้ยืมในรัสเซียมีความเสี่ยงสูง และรัสเซียเองอาจประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรง เนื่องจากมาตรการการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ หุ้นของซิตี้กรุ๊ปปิดตลาดวานนี้พุ่งขึ้น 2.06% แตะ 52.06 ดอลลาร์ โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ส.ค. 65) FacebookTwitterLine
อ่านเพิ่มเติม »
'แอนโทนี เฟาชี' จวกการแบ่งขั้วการเมืองขัดขวางภารกิจสกัดโควิดสหรัฐ : อินโฟเควสท์นายแพทย์แอนโทนี เฟาชี แพทย์ใหญ่ประจำคณะทำงานด้านการควบคุมโรคโควิด-19 ของทำเนียบขาวออกโรงวิพากษ์วิจารณ์ว่า การแบ่งขั้วการเมืองได้ขัดขวางภารกิจในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในสหรัฐ ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก นายแพทย์เฟาชีเปิดเผยว่าจะแนะนำให้ผู้ที่เข้ามารับตำแหน่งต่อจากเขาอยู่ห่างจากเรื่องการเมือง โดยขณะนี้ยังไม่มีการแต่งตั้งบุคคลที่จะมารับตำแหน่งต่อจากนายแพทย์เฟาชี “สหรัฐมาถึงจุดที่แม้กระทั่งนักการเมืองก็สามารถแสดงความคิดเห็น ที่ทำให้ผู้คนเกิดความคิดที่จะใช้ความรุนแรงและข่มเหงผมและครอบครัว ผมยอมรับเลยว่าผมไม่พอใจอย่างมาก” นายแพทย์เฟาชีกล่าว ทั้งนี้ นายแพทย์เฟาชีรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการแพทย์ระดับสูงของประธานาธิบดีโจ ไบเดน และผู้อำนวยการสถาบันโรคติดต่อและโรคภูมิแพ้แห่งชาติของสหรัฐ (NIAID) โดยเขาประกาศในวันจันทร์ที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมาว่าจะยุติบทบาทการทำงานในช่วงสิ้นปีนี้ หลังจากทำงานรับใช้ประชาชนมานานกว่า 50 ปี นายแพทย์เฟาชีเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้เขาคาดการณ์เอาไว้ว่าสหรัฐจะก้าวผ่านการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ในปีแรกที่คณะบริหารของปธน.ไบเดนเข้ามาดูแลประเทศ แต่สถานการณ์กลับยืดเยื้อยาวนานกว่าที่คาดการณ์ นอกจากนี้ นายแพทย์เฟาชีระบุด้วยว่า สหรัฐต้องเรียนรู้บทเรียนจากโควิด-19 เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับสถานการณ์ระบาดในอนาคต พร้อมระบุว่า ธรรมเนียมปฏิบัติในศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) นั้น “ไม่เหมาะสม” ต่อการรับมือกับการระบาดใหญ่ระดับโลก โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ส.ค. 65) FacebookTwitterLine
อ่านเพิ่มเติม »