สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) นำเสนอเทคโนโลยีขั้นสูง LiDAR และโดรนเพื่อวิเคราะห์แหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 อย่างละเอียด รวมถึงโครงการ SAFEKIDS ที่ช่วยคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง จากการตรวจวัดพบปัจจัยสำคัญคือ 'แอโรซอลทุติยภูมิ' นอกเหนือจากการเผาชีวมวล
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ( สดร. ) ได้เปิดเผยความก้าวหน้าในการนำ เทคโนโลยี ขั้นสูงมาใช้ในการตรวจวัดและวิเคราะห์ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 อย่างเจาะลึก ณ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร จังหวัด เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา เพื่อต้อนรับคณะผู้บริหารระดับสูง นำโดย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.
) พร้อมด้วย นิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และคณะ ซึ่งเดินทางมาติดตามสถานการณ์และมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ โดยเฉพาะการคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงศักยภาพของหน่วยงานไทยในการใช้เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เพื่อรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะวิกฤตการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในภาคเหนือของประเทศไทย สดร. ได้นำเสนอผลการศึกษาที่ได้จากการบูรณาการข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง ทั้งการใช้ระบบ LiDAR เพื่อตรวจวัดชั้นบรรยากาศอย่างละเอียด และการใช้โดรนที่ติดตั้งสเปกโตรมิเตอร์เพื่อสร้างแผนที่แหล่งกำเนิดมลพิษที่มีความละเอียดสูงถึงระดับ 10 เมตรต่อพิกเซล ซึ่งมีความแม่นยำเหนือกว่าข้อมูลจากดาวเทียมอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ยังมีการใช้งานเครื่องวิเคราะห์องค์ประกอบฝุ่นแบบเรียลไทม์ในระดับโมเลกุล (ACSM) เพื่อทำความเข้าใจองค์ประกอบทางเคมีของฝุ่นละออง ทำให้สามารถระบุแหล่งกำเนิดมลพิษได้อย่างแม่นยำและลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผลการวิจัยเบื้องต้นในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พบว่านอกเหนือจากการเผาชีวมวล ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งคือการเกิด “แอโรซอลทุติยภูมิ” (Secondary Aerosols) ซึ่งเป็นผลผลิตจากปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างก๊าซมลพิษต่างๆ เช่น ไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) และซัลเฟอร์ออกไซด์ (SOx) กับสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ภายใต้สภาวะแสงแดด กระบวนการนี้มีความซับซ้อนและต้องการการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมอย่างละเอียดในบริบทของประเทศไทย เพื่อนำไปสู่การออกแบบมาตรการควบคุมที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด การทำความเข้าใจกลไกการเกิดแอโรซอลทุติยภูมิเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนานโยบายแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองให้ครอบคลุมและยั่งยืน เพราะเป็นปัจจัยที่อาจเกิดขึ้นได้แม้จะไม่มีการเผาในพื้นที่โดยตรงก็ตาม สดร. ได้พัฒนานวัตกรรมเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับไฟป่า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักของการเกิดฝุ่น PM2.5 โดยได้มีการผสานข้อมูลจากดาวเทียมที่สามารถระบุจุดความร้อน (Hotspot) กับข้อมูลจากกล้องอินฟราเรด เพื่อลดความคลาดเคลื่อนของตำแหน่งและเพิ่มความรวดเร็วในการเข้าถึงจุดเกิดเหตุการณ์ การทำงานร่วมกันของเทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์ไฟป่าได้อย่างทันท่วงที ลดการลุกลามของไฟ และลดปริมาณฝุ่นควันที่จะถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับเป็นการยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติให้มีความแม่นยำและทันสมัยยิ่งขึ้น นอกจากนี้ สดร. ยังได้ดำเนินโครงการ “SAFEKIDS” ซึ่งเป็นระบบห้องปลอดฝุ่นครบวงจรที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ระบบนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง สดร. คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ประกอบด้วยห้องความดันบวก เครื่องฟอกอากาศประสิทธิภาพสูง และเซนเซอร์วัดคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ (IoT) เพื่อให้มั่นใจว่าภายในห้องจะมีสภาพแวดล้อมที่ปราศจากมลพิษทางอากาศ โครงการ SAFEKIDS ได้ถูกนำร่องติดตั้งในสถานสงเคราะห์เด็กบ้านเวียงพิงค์ และมีแผนขยายผลไปยังสถานที่ต่างๆ ที่ดูแลกลุ่มเปราะบางใน 8 จังหวัดภาคเหนือ รวมทั้งสิ้นอย่างน้อย 83 แห่ง เพื่อสร้างหลักประกันด้านสุขภาพที่ดีแก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยง และเป็นต้นแบบในการจัดการพื้นที่ปลอดภัยจากฝุ่นพิษ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่หน่วยงานไทยพัฒนาขึ้นมาสู่การใช้งานจริงในภาคปฏิบัติ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของประชาชน พร้อมทั้งส่งเสริมความเข้าใจของสาธารณชนเกี่ยวกับคุณค่าของวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมในการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น การลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าในครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ภายหลังจากการประชุมและรับฟังการนำเสนอผลการดำเนินงาน คณะผู้บริหารได้มีโอกาสเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีขั้นสูงของ สดร. ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่หลากหลายของสถาบันฯ ในด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม อาทิ ห้องวิจัยคลื่นความถี่วิทยุและสัญญาณดิจิทัล ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการสื่อสารยุคใหม่ การพัฒนาอุปกรณ์ตัวนำยิ่งยวดซึ่งมีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้ในเทคโนโลยีต่างๆ เช่น เครื่องมือทางการแพทย์และระบบขนส่งพลังงานสะอาด รวมถึงห้องประกอบและทดสอบดาวเทียม ซึ่งแสดงถึงความสามารถของไทยในการพัฒนาและสร้างดาวเทียมเพื่อการวิจัยและประโยชน์สาธารณะ โครงการดาวเทียมวิจัย TSC-1 ที่จัดแสดงเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือด้านอวกาศของประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการใช้เทคโนโลยีอวกาศเพื่อประโยชน์ในการติดตามสภาพแวดล้อม การเกษตร และการพัฒนาประเทศในภาพรวม การเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานอย่างบูรณาการของ สดร. ในหลากหลายสาขา ตั้งแต่การศึกษาปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการตรวจวัดและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่ออนาคต การนำเสนอผลงานและเทคโนโลยีเหล่านี้แก่คณะผู้บริหารระดับสูง เป็นการตอกย้ำถึงบทบาทสำคัญของวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมในการเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาความท้าทายต่างๆ ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม สุขภาพ หรือการพัฒนาเศรษฐกิจ การผนวกความรู้และเทคโนโลยีจากหน่วยงานต่างๆ เข้าด้วยกัน จะช่วยให้การรับมือกับวิกฤตการณ์ PM2.5 และปัญหาอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าภาครัฐกำลังดำเนินงานอย่างเต็มที่เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและสภาพแวดล้อมที่สะอาดสำหรับทุกคน การพัฒนาระบบการตรวจวัดฝุ่น PM2.5 เชิงลึก และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับกลุ่มเปราะบาง แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและเป้าหมายที่ชัดเจนในการใช้เทคโนโลยีเพื่อมนุษยชาติ โดยเฉพาะการคุ้มครองกลุ่มที่อ่อนแอที่สุดในสังคม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนและเท่าเทีย
PM2.5 สดร. Lidar โดรน แอโรซอลทุติยภูมิ SAFEKIDS เชียงใหม่ มลพิษทางอากาศ เทคโนโลยี การวิจัย
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
ฝุ่น PM2.5 ภาคเหนือวิกฤตหลังสงกรานต์ ค่าพุ่งเกินอันตราย เหตุจุดความร้อนและการเผาต่อเนื่องศูนย์วิชาการ มช.รายงานสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือหลังเทศกาลสงกรานต์ พบค่าฝุ่นพุ่งสูงเกินระดับอันตราย สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของจุดความร้อนจากการเผาในที่โล่ง ทั้งป่าและเกษตร ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างหนัก.
Read more »
กทม. ล้ำ! ใช้ AI และ LiDAR วิเคราะห์ฝุ่น PM2.5 แบบเรียลไทม์มก. เปิดตัว Super Station สถานีอัจฉริยะแห่งแรกในอาเซียน ผสาน AI และเทคโนโลยี LiDAR เจาะลึกแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 เพื่อการแก้ปัญหามลพิษอย่างตรงจุดด้วยข้อมูล
Read more »
กทม. จับมือจีน-ม.เกษตรฯ ปักหมุด ‘Superstation’ แห่งแรก! ยกระดับ AI วิเคราะห์ฝุ่นรายชั่วโมง“ชัชชาติ” รุกคืบแก้ปม PM2.5 ติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศขั้นสูง ณ ม.เกษตรศาสตร์ ชูเทคโนโลยี LIDAR สแกนชั้นบรรยากาศ หวังใช้ Big Data วางแผนคุมมลพิษเมืองยั่งยืน
Read more »
รองนายกฯ ยศชนัน นำทีมถก NARIT ขับเคลื่อนวิจัย-นวัตกรรม สู่การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน ผ่านแนวคิด "Made in Chiang Mai"ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำคณะผู้บริหารระดับสูงลงพื้นที่สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อประชุมบูรณาการแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ภาคเหนือ โดยเน้นการนำข้อมูลเชิงลึกและเทคโนโลยี AI มาวิเคราะห์ต้นตอ พร้อมผลักดันนวัตกรรม "Made in Chiang Mai" ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานแก้ปัญหาระยะยาว.
Read more »
เตือนภัย! หมอกควัน PM2.5 ทำนักท่องเที่ยวสาว 19 ป่วยหนักเฉียบพลัน ชี้กระทบระบบทางเดินหายใจรุนแรงสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือยังน่ากังวล อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มช. เผยพบผู้ป่วยอาการรุนแรงจากมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะเคสนักท่องเที่ยวสาว 19 ปี ที่ไม่มีโรคประจำตัว แต่มีอาการทรุดหนักเฉียบพลันหลังสัมผัสฝุ่น PM2.5 ชี้เป็นภาวะปอดอักเสบเฉียบพลันจากการได้รับมลพิษปริมาณมาก
Read more »
PM2.5 เกินมาตรฐานหลายจังหวัดทั่วประเทศ พบจุดความร้อนในป่าอนุรักษ์สูงสุดสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในประเทศไทยเกินค่ามาตรฐานในหลายจังหวัดภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันตก ขณะที่ภาคใต้ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี กรุงเทพมหานครและปริมณฑลพบ 1 พื้นที่เกินค่ามาตรฐาน GISTDA รายงานจุดความร้อนสูงสุดในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และพบจุดความร้อนในประเทศเพื่อนบ้านมากที่สุดที่ลาว
Read more »
