Jeremy Bernier อดีตวิศวกร Facebook ออกมาโพสต์เล่าประสบการณ์หลังถูก Meta เลย์ออฟ

Business ข่าว

Jeremy Bernier อดีตวิศวกร Facebook ออกมาโพสต์เล่าประสบการณ์หลังถูก Meta เลย์ออฟ
Jeremy Bernier, Facebook, Meta

Bernier อ้างว่า บรรยากาศในบริษัทเต็มไปด้วยการแข่งขัน ความกดดัน และความรู้สึกไม่มั่นคง จนถูกเปรียบเทียบว่าเหมือน Squid Game เพราะพนักงานต้องพยายามเอาตัวรอดจากทั้งระบบประเมินผลงาน การแข่งขันภายในทีม และการเลย์ออฟที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายระลอก

Jeremy Bernier อดีตวิศวกร Front-End ของ Facebook ออกมาโพสต์เล่าประสบการณ์หลังถูก Meta เลย์ออฟ โดยอ้างว่า ภายในบางแผนกสำคัญอย่างทีมโฆษณาและทีมวิจัยตลาด มีพนักงานเชื้อสายจีนอยู่เป็นสัดส่วนสูงมาก บางทีมอาจมากถึงราว 90% จนทำให้วัฒนธรรมการทำงานภายในเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เขาระบุว่า บรรยากาศในบริษัทเต็มไปด้วยการแข่งขัน ความกดดัน และความรู้สึกไม่มั่นคง จนถูกเปรียบเทียบว่าเหมือน Squid Game เพราะพนักงานต้องพยายามเอาตัวรอดจากทั้งระบบประเมินผลงาน การแข่งขันภายในทีม และการเลย์ออฟที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายระลอก หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมาก คือเขาอ้างว่า บางทีมเริ่มมีวัฒนธรรมทำงานคล้าย “996” หรือการทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม สัปดาห์ละ 6 วัน ซึ่งเป็นรูปแบบการทำงานหนักที่มักถูกเชื่อมโยงกับบริษัทเทคจีน โดยเขามองว่าแนวคิดแบบนี้กำลังค่อย ๆ เข้ามามีอิทธิพลในบริษัทเทคอเมริกันมากขึ้น เขายังกล่าวหาว่า ในรอบเลย์ออฟที่ผ่านมา คนที่ถูกปลดจำนวนมากกลับเป็นพนักงานที่ไม่ใช่ชาวจีน พร้อมยกตัวอย่างว่า ในกลุ่มที่เขารู้จัก คนที่ถูกปลด 6 จาก 7 คนไม่ใช่คนจีน ทั้งที่ทีมมีพนักงานเชื้อสายจีนเป็นสัดส่วนสูงมาก อีกประเด็นที่ทำให้ดราม่าร้อนแรงขึ้น คือเรื่องการสื่อสารภายในทีม โดย Bernier อ้างว่า หลังประชุมอย่างเป็นทางการ เพื่อนร่วมงานจำนวนมากจะหันไปพูดคุยกันเป็นภาษาจีนกลางทันที ทำให้พนักงานที่ไม่เข้าใจภาษาจีนรู้สึกเหมือนถูกกันออกจากวงสนทนา และอาจเสียเปรียบทั้งในแง่ข้อมูล ความสัมพันธ์ในทีม และโอกาสเติบโตในองค์กร ดราม่านี้จึงเริ่มถูกมองว่า ไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องเชื้อชาติหรือการเลย์ออฟอีกต่อไป แต่กำลังสะท้อนคำถามใหญ่เกี่ยวกับ “วัฒนธรรมการทำงานของ Silicon Valley ” ที่อาจกำลังเปลี่ยนไป ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บริษัทเทคในอเมริกาพยายามสร้างภาพลักษณ์เรื่องความยืดหยุ่น การทำงานแบบเปิดกว้าง และการรักษาสมดุลชีวิตกับงาน แต่ในยุค AI ที่การแข่งขันรุนแรงขึ้น หลายบริษัทเริ่มกลับไปให้ความสำคัญกับ “ความเร็ว” และ “ประสิทธิภาพ” มากกว่าความเหมาะสมในการทำงาน จนเริ่มมีเสียงตั้งคำถามว่า สุดท้ายแล้วบริษัทอาจไม่ได้สนใจว่าพนักงานมาจากชาติไหน แต่เลือกคนที่ทำงานหนักกว่า อดทนกว่า และสร้างผลงานได้มากกว่า แม้สิ่งนั้นจะค่อย ๆ เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรแบบเดิมของ Silicon Valley ไปก็ตาม บางกระแสถึงขั้นเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Shenzhen-ification” หรือการที่บริษัทเทคสหรัฐเริ่มมีวัฒนธรรมคล้ายบริษัทเทคจีนมากขึ้น ทั้งการแข่งขันภายในที่รุนแรง ชั่วโมงทำงานที่ยาวขึ้น และแรงกดดันในการสร้างผลงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งสปีดการแข่งขันด้าน AI คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “ใครถูกเลย์ออฟ” แต่คือ “นี่คือทิศทางใหม่ของวงการเทคหรือไม่” และ Silicon Valley กำลังยอมแลกวัฒนธรรมการทำงานแบบอเมริกัน เพื่อแลกกับประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันระดับโลกหรือเปล่า อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาทั้งหมดนี้ยังมาจากมุมมองของอดีตพนักงานเพียงฝ่ายเดียว และยังไม่มีหลักฐานสาธารณะที่ยืนยันว่า Meta มีการเลือกปฏิบัติด้านเชื้อชาติจริง ขณะที่ Meta เองก็ยังไม่ได้ออกมาชี้แจงต่อประเด็นดังกล่าวอย่างเป็นทางการ.

Jeremy Bernier อดีตวิศวกร Front-End ของ Facebook ออกมาโพสต์เล่าประสบการณ์หลังถูก Meta เลย์ออฟ โดยอ้างว่า ภายในบางแผนกสำคัญอย่างทีมโฆษณาและทีมวิจัยตลาด มีพนักงานเชื้อสายจีนอยู่เป็นสัดส่วนสูงมาก บางทีมอาจมากถึงราว 90% จนทำให้วัฒนธรรมการทำงานภายในเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เขาระบุว่า บรรยากาศในบริษัทเต็มไปด้วยการแข่งขัน ความกดดัน และความรู้สึกไม่มั่นคง จนถูกเปรียบเทียบว่าเหมือน Squid Game เพราะพนักงานต้องพยายามเอาตัวรอดจากทั้งระบบประเมินผลงาน การแข่งขันภายในทีม และการเลย์ออฟที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายระลอก หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมาก คือเขาอ้างว่า บางทีมเริ่มมีวัฒนธรรมทำงานคล้าย “996” หรือการทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม สัปดาห์ละ 6 วัน ซึ่งเป็นรูปแบบการทำงานหนักที่มักถูกเชื่อมโยงกับบริษัทเทคจีน โดยเขามองว่าแนวคิดแบบนี้กำลังค่อย ๆ เข้ามามีอิทธิพลในบริษัทเทคอเมริกันมากขึ้น เขายังกล่าวหาว่า ในรอบเลย์ออฟที่ผ่านมา คนที่ถูกปลดจำนวนมากกลับเป็นพนักงานที่ไม่ใช่ชาวจีน พร้อมยกตัวอย่างว่า ในกลุ่มที่เขารู้จัก คนที่ถูกปลด 6 จาก 7 คนไม่ใช่คนจีน ทั้งที่ทีมมีพนักงานเชื้อสายจีนเป็นสัดส่วนสูงมาก อีกประเด็นที่ทำให้ดราม่าร้อนแรงขึ้น คือเรื่องการสื่อสารภายในทีม โดย Bernier อ้างว่า หลังประชุมอย่างเป็นทางการ เพื่อนร่วมงานจำนวนมากจะหันไปพูดคุยกันเป็นภาษาจีนกลางทันที ทำให้พนักงานที่ไม่เข้าใจภาษาจีนรู้สึกเหมือนถูกกันออกจากวงสนทนา และอาจเสียเปรียบทั้งในแง่ข้อมูล ความสัมพันธ์ในทีม และโอกาสเติบโตในองค์กร ดราม่านี้จึงเริ่มถูกมองว่า ไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องเชื้อชาติหรือการเลย์ออฟอีกต่อไป แต่กำลังสะท้อนคำถามใหญ่เกี่ยวกับ “วัฒนธรรมการทำงานของ Silicon Valley” ที่อาจกำลังเปลี่ยนไป ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บริษัทเทคในอเมริกาพยายามสร้างภาพลักษณ์เรื่องความยืดหยุ่น การทำงานแบบเปิดกว้าง และการรักษาสมดุลชีวิตกับงาน แต่ในยุค AI ที่การแข่งขันรุนแรงขึ้น หลายบริษัทเริ่มกลับไปให้ความสำคัญกับ “ความเร็ว” และ “ประสิทธิภาพ” มากกว่าความเหมาะสมในการทำงาน จนเริ่มมีเสียงตั้งคำถามว่า สุดท้ายแล้วบริษัทอาจไม่ได้สนใจว่าพนักงานมาจากชาติไหน แต่เลือกคนที่ทำงานหนักกว่า อดทนกว่า และสร้างผลงานได้มากกว่า แม้สิ่งนั้นจะค่อย ๆ เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรแบบเดิมของ Silicon Valley ไปก็ตาม บางกระแสถึงขั้นเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Shenzhen-ification” หรือการที่บริษัทเทคสหรัฐเริ่มมีวัฒนธรรมคล้ายบริษัทเทคจีนมากขึ้น ทั้งการแข่งขันภายในที่รุนแรง ชั่วโมงทำงานที่ยาวขึ้น และแรงกดดันในการสร้างผลงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งสปีดการแข่งขันด้าน AI คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “ใครถูกเลย์ออฟ” แต่คือ “นี่คือทิศทางใหม่ของวงการเทคหรือไม่” และ Silicon Valley กำลังยอมแลกวัฒนธรรมการทำงานแบบอเมริกัน เพื่อแลกกับประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันระดับโลกหรือเปล่า อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาทั้งหมดนี้ยังมาจากมุมมองของอดีตพนักงานเพียงฝ่ายเดียว และยังไม่มีหลักฐานสาธารณะที่ยืนยันว่า Meta มีการเลือกปฏิบัติด้านเชื้อชาติจริง ขณะที่ Meta เองก็ยังไม่ได้ออกมาชี้แจงต่อประเด็นดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

เราได้สรุปข่าวนี้มาให้อ่านอย่างรวดเร็ว หากสนใจข่าว สามารถอ่านฉบับเต็มได้ที่นี่ อ่านเพิ่มเติม:

droidsans /  🏆 58. in TH

Jeremy Bernier Facebook Meta Layoff Culture Work Culture Workload Work-Life Balance AI Shenzhen-Ification Silicon Valley American Tech Companies Chinese Tech Companies Work Culture Shift Work Culture Transformation Work Culture Evolution

 

ประเทศไทย ข่าวล่าสุด, ประเทศไทย หัวข้อข่าว

Similar News: คุณยังสามารถอ่านข่าวที่คล้ายกันนี้ซึ่งเรารวบรวมจากแหล่งข่าวอื่น ๆ ได้

รัฐบาลผนึกเครือข่ายโลก ปิดเว็บหลอกลวงกว่า 115,584 URL ลุยล้างบางสแกมเมอร์ข้ามชาติรัฐบาลผนึกเครือข่ายโลก ปิดเว็บหลอกลวงกว่า 115,584 URL ลุยล้างบางสแกมเมอร์ข้ามชาติรัฐบาลไทยร่วมกับเครือข่ายระดับโลก ปิดเว็บหลอกลวงกว่า 115,584 URL เพื่อลุยล้างบางสแกมเมอร์ข้ามชาติ โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของไทยกับกว่า 25 องค์กรและเครือข่ายระดับโลก รวมถึง 15 หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างประเทศ อาทิ Interpol, FBI, National Crime Agency (NCA) สหราชอาณาจักร และภาคเอกชนด้านเทคโนโลยีอย่าง Meta เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง ติดตามเส้นทางการเงิน และขยายผลถึงผู้บงการเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ
อ่านเพิ่มเติม »