ไทยเดินหน้าสู่สมาชิก OECD ภายในปี 2571 ชูหลักนิติธรรมเป็นโครงสร้างพื้นฐานประเทศ ยกระดับธรรมาภิบาล ปฏิรูปกฎระเบียบ ปลดล็อกมูลค่าเศรษฐกิจ 1.35 แสนล้านบาท สร้างความเชื่อมั่นสู่
ดร.
กิตติพงษ์ประเมินว่า หากประเทศไทยสามารถปฏิรูปกฎระเบียบให้มีความโปร่งใส ใช้งานง่าย และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล จะสามารถลดต้นทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากถึง 135,000 ล้านบาท และยังช่วยลดโอกาสในการใช้ดุลพินิจ ลดช่องว่างของการทุจริต และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐอีกด้วย นายผยง ศรีวนิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะตัวแทนภาคธุรกิจและภาคการเงินกล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง มีทำเลที่ตั้งที่ได้เปรียบ และมีภาคธุรกิจที่แข็งแกร่ง แต่ยังเผชิญข้อจำกัดจากปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้านที่สะสมมาเป็นเวลานาน หนึ่งในปัญหาสำคัญคือ ขนาดของเศรษฐกิจนอกระบบที่ยังอยู่ในระดับสูง ข้อมูลจากธนาคารโลกสะท้อนว่า เศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีสัดส่วนสูงถึง 48% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ส่งผลให้แรงงานนอกระบบมีสัดส่วนถึง 55% ของกำลังแรงงานทั้งหมด ปัญหาดังกล่าวไม่เพียงส่งผลต่อประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ แต่ยังสะท้อนถึง ความไม่สมดุลของระบบภาษีและสวัสดิการของประเทศ โดยปัจจุบันมีผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพียง 11.2 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งประเทศ และในจำนวนนั้นมีผู้เสียภาษีจริงเพียงประมาณ 4 ล้านคนเท่านั้น นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาการกระจุกตัวทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยมีผู้ประกอบการเพียง 1% ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วนถึง 65% ของ GDP ขณะที่ผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 99% กลับเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจ ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศ “ปัญหาเหล่านี้เชื่อมโยงกับภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มมองหาโอกาสขยายธุรกิจในต่างประเทศมากกว่าการลงทุนภายในประเทศ” ประธานสมาคมธนาคารไทยระบุว่า หลักนิติธรรมไม่ใช่เรื่องเฉพาะของกระบวนการยุติธรรมหรือวงการกฎหมายเท่านั้น แต่เป็น “ซอฟต์แวร์” ที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจทั้งหมดสามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากประเทศมีหลักนิติธรรมที่เข้มแข็ง นักลงทุนจะมีความเชื่อมั่นในกติกา การบังคับใช้กฎหมาย และความโปร่งใสของภาครัฐ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจลงทุน การสร้างธุรกิจใหม่ และการขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ในทางกลับกัน หากกฎหมายขาดความชัดเจน มีการบังคับใช้ที่ไม่สม่ำเสมอ หรือมีช่องว่างให้เกิดการใช้ดุลพินิจเกินความจำเป็น ก็จะกลายเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ เพิ่มต้นทุน และเปิดช่องให้เกิดการคอร์รัปชันได้ง่ายขึ้น นายผยงชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะ Regulatory Overload หรือการมีกฎระเบียบจำนวนมากเกินความจำเป็น จนกลายเป็นภาระต่อผู้ประกอบการและเป็นข้อจำกัดต่อการพัฒนาประเทศ กฎระเบียบที่ซับซ้อนและล้าสมัยไม่เพียงทำให้การดำเนินธุรกิจมีต้นทุนสูงขึ้น แต่ยังส่งผลให้กระบวนการภาครัฐขาดความคล่องตัว และกลายเป็นปัจจัยที่ลดทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ภาคเอกชนในนามคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน จึงผลักดันแนวคิด Regulatory Transformation หรือการปฏิรูปกฎระเบียบครั้งใหญ่ เพื่อปรับปรุงกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจยุคใหม่ ภายใต้ข้อเสนอ “Vibrant Thailand” ภาคธุรกิจมองว่า การลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน การเพิ่มความโปร่งใส และการปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัย จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถแข่งขันได้มากขึ้น และช่วยลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจของประเทศโดยรวม การปฏิรูปดังกล่าวยังเป็นส่วนสำคัญของการยกระดับประเทศไทยสู่มาตรฐาน OECD ซึ่งให้ความสำคัญอย่างมากกับหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และประสิทธิภาพของภาครัฐ นายผยงมองว่า การเตรียมความพร้อมสู่การเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่ภารกิจของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้แนวทางแบบองค์รวม หรือ Holistic Approach ที่เชื่อมโยงการทำงานของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเมือง และภาคประชาสังคมเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมเกี่ยวกับทิศทางการปฏิรูปประเทศ อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญที่นายผยงเน้นย้ำ คือ การทำให้ประเทศไทยกลายเป็น “Preferred Choice” หรือประเทศที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความไว้วางใจและเลือกเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ในการลงทุน ในยุคที่การแข่งขันดึงดูดการลงทุนระหว่างประเทศทวีความเข้มข้นขึ้น ปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนแรงงานหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงคุณภาพของสถาบัน ความโปร่งใสของภาครัฐ และความน่าเชื่อถือของระบบกฎหมาย หากประเทศไทยสามารถยกระดับมาตรฐานเหล่านี้ได้ จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพมากขึ้น ด้าน
ธัชไท กีรติพงษ์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติย้ำว่า การเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ควรถูกมองว่า เป็นเพียงความสำเร็จเชิงสัญลักษณ์ หัวใจสำคัญของกระบวนการนี้คือ การใช้มาตรฐาน OECD เป็น “ตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง” หรือ Catalyst เพื่อยกระดับการบริหารประเทศในทุกมิติ แนวคิดดังกล่าวสะท้อนว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่การได้ชื่อว่า เป็นสมาชิก OECD แต่คือการเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานของประเทศให้lอดคล้องกับมาตรฐานสากล ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในขั้นตอนที่ 6 จากทั้งหมด 10 ขั้นตอนของกระบวนการสมัครสมาชิก โดยกำลังเข้าสู่ช่วงการตรวจประเมินเชิงเทคนิค หรือ Technical Review ซึ่งเป็นช่วงที่หน่วยงานภาครัฐต้องทบทวนกฎหมาย กฎระเบียบ และกระบวนการทำงานของตนเองให้เป็นไปตามมาตรฐาน OECD
เศรษฐกิจไทย ความเชื่อมั่น OECD
ประเทศไทย ข่าวล่าสุด, ประเทศไทย หัวข้อข่าว
Similar News:คุณยังสามารถอ่านข่าวที่คล้ายกันนี้ซึ่งเรารวบรวมจากแหล่งข่าวอื่น ๆ ได้
'สันติธาร' ถอดบทเรียนเวที OECD เตือนโลกอาจเผชิญวิกฤตยืดเยื้อ'สันติธาร เสถียรไทย' ถอดบทเรียนจากเวที OECD 2026 ชี้โลกยังอยู่ในภาวะวิกฤต พลังงานแพงอาจยืดเยื้อ ไทยต้องสร้างพันธมิตรใหม่ ใช้เวที IMF-World Bank ดึงโอกาสลงทุนและเสริมภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจ
อ่านเพิ่มเติม »
ที่ปรึกษา OECD แนะไทยปฏิรูปทั้งระบบ เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันประเทศDr. Tatyana Teplova ที่ปรึกษา OECD ย้ำ 'หลักนิติธรรม' คือรากฐานความเชื่อมั่นนักลงทุน พร้อมกาง 5 เสาหลัก แนะไทยปฏิรูปทั้งระบบชูแนวทาง 'Whole-of-Society' ดึงทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อน มุ่งเป้ายกระดับขีดความสามารถการแข่งขันไทยสู่มาตรฐานสากล
อ่านเพิ่มเติม »
กกร. ปรับเพิ่ม GDP ไทย โต 2% จากแรงหนุน ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ 1.7 แสนล้าน ชู OECD หมุดหมายใหม่ดึงทุนโลกกกร. ปรับเพิ่มคาดการณ์ เศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.6-2.0% จากแรงหนุน ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ และส่งออกสินค้าเทคโตแรง 48% พร้อมชูการเข้า
อ่านเพิ่มเติม »
เอกชนหนุนไทยเข้า OECD ปลดล็อก ‘คนป่วยเอเชีย’สู่ประเทศพัฒนาแล้วภาคเอกชนหนุนไทยเดินหน้าเข้าเป็นสมาชิก OECD ปี 2571 มองเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญยกระดับธรรมาภิบาล กฎระเบียบ และคุณภาพคน เพิ่มความเชื่อมั่นการค้า-การลงทุน พร้อมปลดล็อกประเทศจากกับดักรายได้ปานกลาง-คนป่วยเอเชีย
อ่านเพิ่มเติม »




