เศรษฐกิจสหรัฐจ่อหดตัวครึ่งปีหลัง คาดผู้บริโภคลดใช้จ่าย-ธุรกิจลดลงทุน : อินโฟเควสท์

ประเทศไทย ข่าว ข่าว

เศรษฐกิจสหรัฐจ่อหดตัวครึ่งปีหลัง คาดผู้บริโภคลดใช้จ่าย-ธุรกิจลดลงทุน : อินโฟเควสท์
ประเทศไทย ข่าวล่าสุด,ประเทศไทย หัวข้อข่าว
  • 📰 InfoQuestNews
  • ⏱ Reading Time:
  • 34 sec. here
  • 2 min. at publisher
  • 📊 Quality Score:
  • News: 17%
  • Publisher: 68%

เศรษฐกิจสหรัฐ จ่อหดตัวครึ่งปีหลัง คาดผู้บริโภคลดใช้จ่าย-ธุรกิจลดลงทุน อินโฟเควสท์

สำนักข่าวบลูมเบิร์กเปิดเผยผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์ 70 รายคาดว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ จะเพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบเป็นรายปีในไตรมาส 2/2566 ซึ่งดีกว่าที่คาดไว้เมื่อเดือนที่แล้วที่ 0.2% ซึ่งสะท้อนถึงการใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น 1% แต่ก็ยังคงเป็นระดับที่อ่อนแอ และต่ำกว่าระดับในไตรมาสแรก

นักเศรษฐศาสตร์ 41 รายคาดว่า โอกาสที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปีหน้าทรงตัวอยู่ที่ 65% และคาดว่าดัชนีราคาจะปรับตัวขึ้น รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนจะลดลงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้มากกว่าการคาดการณ์ครั้งก่อน ลุค ทิลลีย์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของวิลมิงตัน ทรัสต์ คอร์ปกล่าวว่า “ขณะที่บริษัทต่าง ๆ เผชิญกับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นและภาวะสินเชื่อที่จำกัดในปี 2566 นั้น เราคาดว่า การปรับลดการใช้จ่ายด้านการลงทุนและการปรับลดพนักงานจะส่งผลให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยแบบไม่รุนแรงในที่สุดในช่วงครึ่งหลังของปีนี้”

ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าวซึ่งจัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 12-17 พ.ค.บ่งชี้ว่า บรรดานักเศรษฐศาสตร์คาดว่าเฟดจะตรึงอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงสิ้นปีนี้ก่อนปรับลดลงในไตรมาสแรกของปี 2567

เราได้สรุปข่าวนี้มาให้อ่านอย่างรวดเร็ว หากสนใจข่าว สามารถอ่านฉบับเต็มได้ที่นี่ อ่านเพิ่มเติม:

InfoQuestNews /  🏆 7. in TH

ประเทศไทย ข่าวล่าสุด, ประเทศไทย หัวข้อข่าว

Similar News:คุณยังสามารถอ่านข่าวที่คล้ายกันนี้ซึ่งเรารวบรวมจากแหล่งข่าวอื่น ๆ ได้

นักวิทย์ฯหวั่นอุณหภูมิโลกทะลุ 1.5 องศาเซลเซียสเป็นครั้งแรกในไม่ช้านี้ : อินโฟเควสท์นักวิทย์ฯหวั่นอุณหภูมิโลกทะลุ 1.5 องศาเซลเซียสเป็นครั้งแรกในไม่ช้านี้ : อินโฟเควสท์กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ออกโรงเตือนว่า อุณหภูมิโลกเสี่ยงที่จะทะลุ 1.5 องศาเซลเซียสเป็นครั้งแรกในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้านี้ โดยขณะนี้มีโอกาสถึง 66% ที่อุณหภูมิโลกจะทะลุระดับดังกล่าวภายในปี 2570 ทั้งนี้ โอกาสที่อุณหภูมิโลกจะทะลุ 1.5 องศาเซลเซียสเพิ่มสูงขึ้น เพราะการปล่อยมลพิษจากกิจกรรมมนุษย์และความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะเอลนีโญในปีนี้ อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักวิทยาศาสตร์เน้นย้ำว่า หากอุณหภูมิโลกทะลุ 1.5 องศาเซลเซียสจริง ก็จะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า การที่อุณหภูมิโลกแตะ 1.5 องศาเซลเซียสนั้นหมายความว่า โลกร้อนกว่าเมื่อช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 อยู่ 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่การปล่อยมลพิษเชื้อเพลิงหินฟอสซิลจากการเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมเริ่มเพิ่มขึ้นแบบรวดเร็วอย่างแท้จริง รายงานระบุว่า การที่อุณหภูมิโลกทะลุ 1.5 องศาเซลเซียสถือเป็นสัญญาณที่น่าวิตกกังวลว่าโลกร้อนเร็วยิ่งขึ้นและไม่มีทีท่าว่าจะชะลอตัวลง ถึงแม้ว่าจะทะลุระดับดังกล่าวเพียงแค่ปีเดียวก็ตาม อนึ่ง ตัวเลข 1.5 องศาเซลเซียสกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของการเจรจาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกไปแล้ว โดยนานาประเทศได้เห็นพ้องต้องกันที่จะยับยั้งอุณหภูมิโลกจากการพุ่งแตะ 1.5 องศาเซลเซียส ภายใต้ความตกลงปารีส 2558 โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 พ.ค. 66) Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE iconLine
อ่านเพิ่มเติม »

เตือนภัย! มิจฉาชีพอ้างเป็น จนท.ขนส่งหลอกตรวจสอบทะเบียนรถ : อินโฟเควสท์เตือนภัย! มิจฉาชีพอ้างเป็น จนท.ขนส่งหลอกตรวจสอบทะเบียนรถ : อินโฟเควสท์น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เตือนประชาชนระวังมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าของรัฐโทรศัพท์สอบถามข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงข้อมูลสำคัญอื่นๆ โดยยืนยันว่า หน่วยราชการไม่มีนโยบายโทรศัพท์สอบถามข้อมูลจากประชาชน เพราะถึงแม้จะมีการประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือนจากส่วนราชการให้ระมัดระวังมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่องแล้ว แต่ยังมีประชาชนตกเป็นเหยื่อกลโกงมิจฉาชีพ “ขอประชาชนอย่าหลงเชื่อและอย่าสนทนาหากมีผู้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกหรือเจ้าหน้าที่ของสำนักงานขนส่งจังหวัด โทรสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ นามสกุล ทะเบียนรถ เพื่อเป็นการตรวจสถานะความเป็นเจ้าของทะเบียนรถ แล้วให้โหลดแอปพลิเคชันหรือให้เข้าไปกดลิงค์ยืนยัน หากไม่เข้าไปยืนยันข้อมูลจะทำให้ข้อมูลของเจ้าของรถถูกลบและไม่สามารถเรียกคืนได้” น.ส.รัชดา กล่าว ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบกยืนยันไม่มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่โทรตรวจสอบความเป็นเจ้าของทะเบียนรถและให้โหลดแอปพลิเคชันหรือให้เข้าลิงค์เพื่อเข้าไปยืนยันข้อมูลส่วนบุคคลแต่อย่างใด ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อเด็ดขาด โดยวิธีการแอบอ้างของมิจฉาชีพที่นำข้อมูลส่วนบุคคลไปทำให้เกิดความเสียหายและสูญเสียทรัพย์สิน ดังนี้ 1.การแจ้งชื่อ นามสกุล ทะเบียนรถ 2.การแจ้งให้โหลดแอปพลิเคชันเพื่อตรวจสอบข้อมูลทะเบียนรถของตัวเอง 3.การให้เข้าลิงก์ที่ทางผู้แอบอ้างส่งมาให้ เพื่อยืนยันข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในความดูแลของกรมการขนส่งทางบก เช่น เจ้าของรถมีรถกี่คัน, เลขทะเบียน 4.การข่มขู่ว่าหากไม่เข้าไปยืนยันข้อมูลดังกล่าวจะทำให้ข้อมูลของเจ้าของรถถูกลบและไม่สามารถเรียกคืนได้ สำหรับมิจฉาชีพหรือผู้ที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกเพื่อหลอกลวงประชาชน เข้าข่ายเป็นการฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น มีความผิดตามกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000-140,000 บาท โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 พ.ค. 66) Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE […]
อ่านเพิ่มเติม »

ก.ล.ต.ปรับเกณฑ์เสนอขายหุ้นบริษัทโฮลดิ้งเน้นกลไกดูแล บ.ย่อย-บ.ร่วม มีผล 16 พ.ค.66 : อินโฟเควสท์ก.ล.ต.ปรับเกณฑ์เสนอขายหุ้นบริษัทโฮลดิ้งเน้นกลไกดูแล บ.ย่อย-บ.ร่วม มีผล 16 พ.ค.66 : อินโฟเควสท์สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ออกประกาศปรับปรุงหลักเกณฑ์การเสนอขายหลักทรัพย์ในเรื่องกลไกการกำกับดูแลบริษัทที่ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (holding company) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและลดข้อจำกัดในการประกอบธุรกิจของ holding company โดยปรับให้สอดคล้องกับรูปแบบการร่วมทุนในปัจจุบันที่มีความหลากหลาย และยังคงหลักการกำกับดูแลบริษัทย่อยและบริษัทร่วมที่ประกอบธุรกิจหลักอย่างเหมาะสม มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2566 ตามที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุน (ก.ต.ท.) ในการประชุม ครั้งที่ 11/2565 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 ได้มีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การขออนุญาตและการอนุญาตให้เสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ ในเรื่องกลไกการกำกับดูแลบริษัทย่อยและบริษัทร่วมที่ประกอบธุรกิจหลักของ holding company เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและลดข้อจำกัดในการประกอบธุรกิจยิ่งขึ้น โดยสำนักงาน ก.ล.ต. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2566 แล้วนั้น คณะกรรมการกำกับตลาดทุนจึงออกประกาศปรับปรุงหลักเกณฑ์การอนุญาต ดังนี้ (1) เพิ่มข้อกำหนดรองรับกรณี holding company ที่ขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์มีข้อจำกัดหรือมีเหตุจำเป็นที่ทำให้ไม่สามารถส่งบุคคลเข้าเป็นกรรมการของบริษัทย่อยและบริษัทร่วมที่ประกอบธุรกิจหลักได้ตามสัดส่วนการถือหุ้น โดยให้ holding company ต้องมีกลไกที่ทำให้เชื่อมั่นได้ว่า สามารถกำกับดูแลการบริหารจัดการ หรือการตัดสินใจเรื่องที่มีนัยสำคัญต่อการดำเนินงานและฐานะการเงินของบริษัทย่อยและบริษัทร่วมที่ประกอบธุรกิจหลักตามสัดส่วนการถือหุ้นได้ (2) เพิ่มช่องทางให้ holding company สามารถส่งบุคคลที่อยู่ในบัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการของ holding company มีมติเห็นชอบไว้แล้ว ไปเป็นกรรมการของบริษัทย่อยหรือบริษัทร่วมที่ประกอบธุรกิจหลักได้โดยไม่ต้องอนุมัติเป็นรายบุคคล […]
อ่านเพิ่มเติม »

รัฐบาล กำหนดแผนบริหารจัดการน้ำฤดูฝนปี 66 ควบคู่รับมือเอลนีโญ : อินโฟเควสท์รัฐบาล กำหนดแผนบริหารจัดการน้ำฤดูฝนปี 66 ควบคู่รับมือเอลนีโญ : อินโฟเควสท์นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม มั่นใจแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2565/66 และการปฏิบัติการดำเนินการในช่วงเวลาที่ผ่านมาของกรมชลประทานที่ดำเนินการไปตามแผนงานที่กำหนดไว้ ส่งผลให้ในเขตพื้นที่ชลประทานมีน้ำใช้อย่างเพียงพอและไม่เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ พร้อมทั้งกำหนดแนวทางรับมือฤดูฝนในปี 2566 เน้นย้ำการปฏิบัติตาม 12 มาตรการอย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปกับการรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งเป็นความผันแปรของสภาพอากาศในมหาสมุทร ตลอดจนเน้นการเก็บกักน้ำให้ได้มากที่สุด ป้องกันปัญหาขาดแคลนน้ำในอนาคต ทั้งนี้ จากการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งในปี 2564/65 (สิ้นสุดลงไปเมื่อ 30 เม.ย.65) จัดสรรน้ำทั้งประเทศไว้รวมทุกกิจกรรม 22,280 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) สำรองน้ำต้นฤดูฝน 15,557 ล้าน ลบ.ม. ด้านการเพาะปลูกฤดูแล้งทั้งประเทศมีพื้นที่รวมกว่า 8.11 ล้านไร่ โดยกรมชลประทานสามารถบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งตามปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ได้อย่างเต็มศักยภาพ ด้วยการจัดสรรน้ำอย่างประณีต ภายใต้มาตรการรับมือฤดูฝนในปี 2565 ทั้ง 13 มาตรการ ทำให้ในเขตพื้นที่มีน้ำใช้เพียงพอ โดยปัจุบันพบว่าการจัดสรรน้ำเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ ซึ่งในเขตพื้นที่มีน้ำใช้เพียงพอและไม่เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ อีกทั้งยังทำให้มีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนมากกว่าแผนที่วางไว้อีกด้วย ส่วนช่วงฤดูแล้งในปี 2565/66 กรมชลประทานได้วางแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง (1 พ.ย.65-30 เม.ย.66) […]
อ่านเพิ่มเติม »

เลือกตั้ง'66: 'เอกนัฎ' ยอมรับผลเลือกตั้ง แต่พร้อมค้านหากชงแก้ ม.112 : อินโฟเควสท์เลือกตั้ง'66: 'เอกนัฎ' ยอมรับผลเลือกตั้ง แต่พร้อมค้านหากชงแก้ ม.112 : อินโฟเควสท์นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์เฟซบุ๊กยอมรับเสียงประชาชน ให้พรรคที่ได้รับเลือกตั้งอันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาล โดยประกาศยึดมั่นจุดยืนเดิม พร้อมทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน หากมีการยื่นแก้กฎหมายในมาตรา 112 และจะขับเคลื่อนพรรคให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่ทันสมัย ทำงานเพื่อคนไทยทุกรุ่น สมกับที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนกว่า 4 ล้านคะแนนเสียง “ทราบข่าวการจัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคก้าวไกล ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า เป็นกระบวนการปกติในทางปฏิบัติที่พรรคอันดับ 1 จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล พรรครวมไทยสร้างชาติไม่ใช่พรรคอันดับต้น ไม่ใช่หน้าที่หรือภารกิจของพรรคเรา และผมเองคงไม่ไปท้าทาย กีดกัน หรือขัดขวางภารกิจของพรรคอื่นด้วยเช่นกัน” ในฐานะเลขาธิการพรรคฯ ขอน้อมรับคำพิพากษาของประชาชนแบบตรงไปตรงมา แต่ก็จะรักษาจุดยืนไว้อย่างมั่นคง หากรัฐบาลมีวาระที่จะยกเลิก หรือแก้ ม.112 ผมก็สมัครใจไปเป็นฝ่ายค้าน พร้อมทำงานไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม “สิ่งที่ผมคิดต่อจากนี้ คือการวางแผนออกแบบการขับเคลื่อนพรรคต่อไป พรรคเราเป็นพรรคใหม่ ทุกคะแนน ทุกที่นั่ง ถือเป็นความสำเร็จของพรรค หน้าที่ผมในวันนี้ ไม่ใช่การไปช่วงชิงจะเป็นรัฐบาล แต่คือการนำทุกๆ คะแนนจาก 4,673,691 คะแนนเสียงที่พี่น้องประชาชนลงทุนให้กับพวกเรามาแล้ว ไปขับเคลื่อนพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้เจริญเติบโต ทันสมัย เป็นสถาบันการเมือง ที่จะเป็นที่พึ่งให้กับคนทุกรุ่น เป็นความหวังให้กับคนรุ่นใหม่ ยึดมั่นในอุดมการณ์ สร้างชาติให้ยิ่งใหญ่ […]
อ่านเพิ่มเติม »

กูรูคาดท่องเที่ยวช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยเดินหน้าระหว่างรอจัดตั้งรัฐบาลใหม่ : อินโฟเควสท์กูรูคาดท่องเที่ยวช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยเดินหน้าระหว่างรอจัดตั้งรัฐบาลใหม่ : อินโฟเควสท์ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยยังคงสดใส แม้ขณะนี้ยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการภายหลังการเลือกตั้งสิ้นสุดลง โดยคาดว่าไทยจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกหลายล้านคนในปีนี้ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในช่วงไตรมาส 1 ปีนี้ ไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากถึง 6.5 ล้านคน เมื่อเทียบกับจำนวน 498,000 คนในไตรมาส 1 ปีที่แล้ว ซึ่งการไหลเข้าของนักท่องเที่ยวต่างชาติช่วยกระตุ้นกิจกรรมทั้งในภาคธุรกิจและภาคผู้บริโภคของไทยเป็นวงกว้าง และในขณะที่ไทยมีโอกาสบรรลุเป้าหมายของรัฐบาลที่จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 3 เท่าในปีนี้จากระดับ 10 ล้านคนในปี 2565 นั้น นักวิเคราะห์มองว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะผงาดขึ้นเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาที่การเมืองของไทยยังไม่นิ่ง ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยด้านเศรษฐกิจและตลาดการเงินของธนาคารไทยพาณิชย์เปิดเผยกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า “การท่องเที่ยวจะกลายเป็นเสาหลักที่สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ส่วนในการคาดการณ์สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด (worst-case scenario) ของเรานั้น การใช้จ่ายของรัฐบาล การอุปโภคบริโภค และการลงทุน อาจจะได้รับผลกระทบจากความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล แต่เราคาดว่าการท่องเที่ยวจะไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมือง” สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า การท่องเที่ยวซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทยก่อนเกิดโรคโควิด-19 ระบาดนั้น กำลังกลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขณะที่นักลงทุนกำลังรอดูสถานการณ์หลังจากการเลือกตั้งทั่วประเทศเสร็จสิ้นลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 พ.ค. ซึ่งพรรคก้าวไกลภายใต้การนำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง อย่างไรก็ดี คาดว่าวุฒิสมาชิกจำนวน 250 คนที่ได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ […]
อ่านเพิ่มเติม »



Render Time: 2025-04-03 05:52:01