ฮ่องกงเล็งไฟเขียวนำเข้าหนูแฮมสเตอร์ หลังยกเลิกนโยบายคุมโควิด COVID19 หนูแฮมสเตอร์ ฮ่องกง โควิด19 อินโฟเควสท์
ฮ่องกงจะยกเลิกคำสั่งห้ามนำเข้าหนูแฮมสเตอร์เพื่อการจำหน่ายในช่วงราวกลางเดือนนี้ ซึ่งนับเป็นเวลา 1 ปีแล้วหลังจากที่ฮ่องกงสั่งกำจัดหนูแฮมสเตอร์ดังกล่าว และปิดร้านขายสัตว์เลี้ยงทุกแห่งเพื่อกำจัดไวรัสโควิด-19
โฆษกของกรมการเกษตร การประมง และการอนุรักษ์ของฮ่องกงระบุแถลงการณ์ทางอีเมลว่า หนูแฮมสเตอร์ที่นำเข้าต้องมีผลตรวจเชื้อโควิด-19 ที่เป็นลบก่อนที่จะนำออกจำหน่าย เพราะจากการศึกษาพบว่า หนูแฮมสเตอร์เหล่านี้มีความไวต่อการติดเชื้อไวรัสและสามารถแพร่เชื้อสู่คนได้ง่าย สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ในเดือนม.ค.ปีที่แล้ว ฮ่องกงสั่งห้ามนำเข้าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กทุกชนิดเพื่อการค้า หลังจากที่ตรวจพบว่าหนูแฮมสเตอร์เกือบ 12 ตัวที่นำเข้าจากเนเธอร์แลนด์และถูกนำมาขายที่ร้านขายสัตว์เลี้ยงแห่งหนึ่งในท้องถิ่นนั้นติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า ซึ่งเป็นไวรัสโควิด-19 ที่ไม่เคยตรวจพบในฮ่องกงเป็นเวลาหลายเดือนจนกระทั่งมีคนงานรายหนึ่งมีผลตรวจเป็นบวก เจ้าหน้าที่จึงได้สั่งกำจัดหนูแฮมสเตอร์หลายพันตัว และในเดือนพ.ค.
ทั้งนี้ ฮ่องกงได้ดำเนินการยกเลิกนโยบายโควิดเป็นศูนย์มาเป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งรวมถึงการยกเลิกมาตรการกักตัวในโรงแรม ยกเลิกข้อจำกัดในการเข้าบาร์หรือร้านอาหาร และยกเลิกการตรวจเชื้อโควิดแบบ PCR สำหรับผู้ที่เดินทางมายังฮ่องกง ฮ่องกงซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินระบุว่า รัฐบาลวางแผนที่จะยังคงบังคับให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยต่อไป โดยอ้างถึงความกังวลเกี่ยวกับความยากลำบากที่อาจจะเกิดขึ้นกับระบบการดูแลสุขภาพที่ต้องเผชิญทั้งโรคโควิด-19 และโรคไข้หวัดใหญ่
ประเทศไทย ข่าวล่าสุด, ประเทศไทย หัวข้อข่าว
Similar News:คุณยังสามารถอ่านข่าวที่คล้ายกันนี้ซึ่งเรารวบรวมจากแหล่งข่าวอื่น ๆ ได้
เตือน! ไทยควรตั้งการ์ดป้องกันโควิดสายพันธุ์ BQ มากกว่า BA.5 : อินโฟเควสท์นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า จากการศึกษาวิเคราะห์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่สายพันธุ์อัลฟา ที่เริ่มจากประเทศอังกฤษในปลายปี 63 และถึงแม้ว่าไทยจะมีมาตรการปิดบ้านปิดเมือง มีการกักตัวผู้เดินทางเข้าประเทศถึง 14 วัน แต่ในที่สุดสายพันธุ์นี้ก็มาระบาดในไทยช่วงเดือนมี.ค. 64 ส่วนสายพันธุ์เดลตา ที่มีจุดเริ่มต้นที่ประเทศอินเดีย และไประบาดในยุโรปและอเมริกา และเข้าสู่ประเทศไทยหลังจากการระบาดในประเทศทางตะวันตกแล้ว เช่นเดียวกับสายพันธุ์โอมิครอน ที่เกิดในไทยหลังประเทศทางตะวันตก โดยขณะนี้การระบาดในไทยเป็นสายพันธุ์ BA.2.75 เป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ยุโรปและอเมริกาได้ระบาดผ่านพ้นไปแล้ว โดยปัจจุบันอเมริกาและตะวันตกทั่วโลก มีแนวโน้มจะเข้าสู่สายพันธุ์ BQ.1 และ BQ.1.1 ทั้งนี้ คาดว่าต่อไปก็คงระบาดในไทยตามมา ซึ่งสายพันธุ์ดังกล่าวจะดื้อต่อภูมิต้านทานเพิ่มขึ้นด้วย สำหรับการระบาดในประเทศจีน ขณะนี้ยังเป็น BA.5 และลูกของ BA.5 คือ BF.7 ที่มีความคล้ายคลึงกับ BA.5 ที่ในไทยได้ระบาดผ่านพ้นไปแล้ว หรือจีนตามหลังไทย ดังนั้น คนไทยส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อจะมีภูมิต้านทานต่อสายพันธุ์นี้เป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องคำนึง คือการกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ใหม่ที่ประเทศจีน โดยเฉพาะถ้ามีการระบาดในผู้ป่วยจำนวนมาก ทำให้โอกาสที่จะเกิดสายพันธุ์ใหม่ก็จะเพิ่มขึ้นด้วย จึงเป็นสิ่งที่ต้องตระหนักไว้ ทั้งนี้ […]
อ่านเพิ่มเติม »
EU เสนอมอบวัคซีนโควิดฟรีให้แก่จีนเพื่อช่วยควบคุมการแพร่ระบาด : อินโฟเควสท์ไฟแนนเชียลไทมส์รายงานในวันนี้ (3 ม.ค.) ว่า สหภาพยุโรป (EU) เสนอมอบวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ให้กับจีนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยในการควบคุมการแพร่ระบาด รายงานดังกล่าวซึ่งอ้างเจ้าหน้าที่คณะกรรมาธิการ EU ที่ไม่เปิดเผยชื่อระบุว่า แนวคิดริเริ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของพยายามของนางสเตลลา ไคริอาคิเดส คณะกรรมาธิการด้านสุขภาพในการเตรียมการรับมือของยุโรปต่อแนวโน้มการติดเชื้อ หลังจากรัฐบาลจีนยกเลิกนโยบายโควิดเป็นศูนย์ “นางไคริอาคิเดสได้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ฝั่งจีนเพื่อเสนอการสนับสนุนอย่างเต็มที่ รวมถึงความรู้ด้านสาธารณสุข และการบริจาควัคซีนที่มีการปรับปรุงตามสายพันธุ์ของไวรัสให้แก่จีน” รายงานระบุโดยอ้างอิงจากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่รายหนึ่ง โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ม.ค. 66) Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE iconLine
อ่านเพิ่มเติม »
IP ดีดขึ้น 3.38% ตอบรับดีมานด์ไฮซีซั่น-นทท.จีนกลับมาหนุนยอดขาย : อินโฟเควสท์IP ปรับตัวขึ้น 3.38% หรือเพิ่มขึ้น 0.50 บาท มาที่ 15.30 บาท มูลค่าซื้อขาย 14.30 ล้านบาท เมื่อเวลา 10.45 น. จากราคาเปิด 15.00 บาท ราคาสูงสุด 15.50 บาท ราคาต่ำสุด 15.00 บาท บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ แนะ “เก็งกำไร” หุ้น บมจ.อินเตอร์ ฟาร์มา (IP) โดยกลุ่มร้านขายยาได้อานิสงส์เชิงบวกจาก 1.ความต้องการยาเร่งตัวขึ้นตามปัจจัยฤดูกาล เนื่องจากเข้าสู่ High Season ของการเดินทาง 2.คาดเป็นธุรกิจที่ได้อานิสงส์จากการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน เนื่องจากร้านขายยาของไทยเป็นที่นิยม กำไรไตรมาส 4/65 คาดว่าจะเติบโตทั้ง YoY และ QoQ จากการเข้า High Season ธุรกิจอาหารเสริมและร้านขายยา Lab Pharmacy รวมทั้งเริ่มรับรู้รายได้จากโรงพยาบาลนครพัฒน์ ตั้งแต่ […]
อ่านเพิ่มเติม »
VGI พุ่ง 10.91% ขานรับรายได้สื่อนอกบ้านดีวันดีคืน พร้อมรับกำไร JMART : อินโฟเควสท์VGI พุ่ง 10.91% หรือเพิ่มขึ้น 0.48 บาท มาที่ 4.88 บาท มูลค่าซื้อขาย 654 ล้านบาท เมื่อเวลา 11.39 น. จากราคาเปิด 4.40 บาท ราคาสูงสุด 4.92 บาท ราคาต่ำสุด 4.38 บาท บล.คิงส์ฟอร์ด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า บมจ.วีจีไอ (VGI) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 65/66 (ก.ค.-ก.ย.) ดีขึ้น QoQ, YoY เป็นผลมาจากจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า BTS เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 40 ล้านเที่ยว +32%QoQ ส่งผลให้รายได้สื่อโฆษณาบนรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดย U-rate รวมของสื่อนอกบ้านไตรมาส 2 ปี 65/66 อยู่ที่ 41% ดีขึ้นจากไตรมาส 1 ปี 65/66 […]
อ่านเพิ่มเติม »
ชิล! รัฐบาลไม่กังวลฝ่ายค้านขออภิปรายทั่วไป ชี้ไม่ถึงขั้นลงดาบ : อินโฟเควสท์นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 ภายใต้ยุทธการ “ถอดหน้ากากคนดี” ว่า หากสภาผู้แทนราษฎรส่งเรื่องมาถึงคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ ก็จะมีการปรึกษาหารือทันทีว่าจะพร้อมไปชี้แจงต่อสภาฯ เมื่อใด ซึ่งยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเป็นช่วงใด เนื่องจากต้องถามความพร้อม ครม.ทั้งคณะก่อน การอภิปรายครั้งนี้ ต่างจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ระบุเป็นตัวบุคคล แต่ครั้งนี้เป็นการอภิปรายทั่วไป ซึ่ง ครม.ทั้งคณะต้องไปตอบข้อซักถาม ซึ่งหากสภาฯ ยังไม่ส่งเรื่องมา ก็คงไม่สามารถตีตนไปก่อนไข้ได้ เพราะจะไม่เหมาะสม ทั้งนี้ ไม่กังวลกับการอภิปรายทั่วไปครั้งนี้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่ปฏิบัติกันมาทุกครั้ง ซึ่งตามกฎหมายระบุไว้ชัดว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถสอบถามข้อเท็จจริงหรือให้ข้อเสนอแนะ ไม่ใช่การว่ากล่าว หรือโจมตี เหมือนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ “เป็นการซักถามเพื่อให้ตอบ หรือเพื่อเสนอแนะให้นำไปปฏิบัติ และจะจบลงโดยไม่มีการลงมติใดๆ ยิ่งเป็นปลายสมัยสภาฯ ปลายสมัยรัฐบาล ทุกคนก็อยากจะพูด อยากจะฝากเอาไว้” นายวิษณุ กล่าว โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ม.ค. 66) Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE iconLine
อ่านเพิ่มเติม »
นักวิเคราะห์คาดเศรษฐกิจโลกปีนี้จ่อทรุดตัวหนักสุดในรอบ 4 ทศวรรษ : อินโฟเควสท์บาร์เคลย์ แคปิตอล อิงค์ระบุว่า ปี 2566 จะเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกทรุดตัวรุนแรงที่สุดในรอบ 4 ทศวรรษ ขณะที่ บริษัทเน็ด เดวิส รีเสิร์ช อิงค์คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกมีโอกาสเผชิญกับการชะลอตัวลงอย่างรุนแรงถึง 65% ส่วนฟิเดลลิตี้ อินเตอร์เนชันแนลมองว่า เศรษฐกิจโลกจะทรุดตัวลงแบบหนักหน่วงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในการเปิดศักราชใหม่ สำนักข่าวบลูมเบิร์กนิวส์ได้ทำการรวบรวมความคิดเห็นจากกองทัพนักกลยุทธ์ของวอลล์สตรีทกว่า 500 ราย เพื่อประเมินทิศทางการลงทุนในอนาคต ทว่าแทบไม่ได้รับคาดการณ์เชิงบวก เท่ากับว่านักลงทุนกำลังเผชิญความเสี่ยงระลอกใหม่ หลังจากเพิ่งผ่านพ้นสถานการณ์ลงทุนที่ย่ำแย่มาในปี 2565 ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เดินหน้าคุมเข้มนโยบายการเงินเชิงรุกที่สุดในรอบหลายทศวรรษ นักวิเคราะห์ต่างคิดเห็นตรงกันว่า ประเทศทั้งสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกจะเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอย แม้จะเล็กน้อยก็ตาม พร้อมทั้งยากที่จะปรับเปลี่ยนมาใช้นโยบายการเงินเชิงผ่อนคลาย แม้แต่ในกรณีที่เงินเฟ้อแตะจุดสูงสุดไปแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม โกลด์แมน แซคส์ เจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค และยูบีเอส แอสแซท แมเนจเมนท์ยังคงมีมุมมองเชิงบวก โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะรอดพ้นจากปัญหาได้ แตกต่างจากคาดการณ์ส่วนใหญ่ เนื่องจากเงินเฟ้อเริ่มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง ซึ่งเป็นสัญญาณว่านักลงทุนจะทำกำไรก้อนใหญ่ได้หากลงทุนอย่างถูกต้อง นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าตลาดหุ้นสหรัฐจะเผชิญภาวะผันผวน โดยดอยซ์แบงก์ เอจีมองว่าดัชนี S&P500 จะปรับตัวขึ้นแตะระดับ 4,500 […]
อ่านเพิ่มเติม »