สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติจำกัดอำนาจทำสงครามของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในอิหร่าน บีบให้ถอนกำลังหรือขออนุญาตสภาคองเกรส สะท้อนการประท้วงสงครามตะวันออกกลาง
เมื่อคืนนี้ สภาล่างสหรัฐฯ มีมติ 215 ต่อ 208 เสียง สนับสนุนญัตติจำกัดอำนาจการทำสงคราม ของประธานาธิบดีต่อปฏิบัติการทางการทหารในอิหร่าน โดยเป็นการบีบทรัมป์ถอนกำลังทหารออกจากอิหร่าน หรือขออนุญาตสภาคองเกรส หากจะทำสงครามต่อไปการเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการประณามเชิงสัญลักษณ์ เนื่องจากประธานาธิบดีมีอำนาจยับยั้ง กฎหมายดังกล่าว แต่ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวในพรรครีพับลิกัน หลังมี สส. 4 คน แตกแถวโหวตสวนทางร่วมกับพรรคเดโมแครตตามรายงานของ New York Times สส.
ทั้ง 4 คนมาจากคนละขั้วแนวคิดในพรรค ได้แก่ ฝ่ายสายกลาง คือ ทอม บาร์เร็ตต์ สส. รัฐมิชิแกน และ ไบรอัน ฟิตซ์แพทริก สส. รัฐเพนซิลเวเนีย ขณะที่อีกด้านคือ ฝ่ายอนุรักษนิยมหัวแข็งที่มีแนวคิดแบบเสรีนิยม คือ วอร์เรน เดวิดสัน สส. รัฐโอไฮโอ และ โทมัส แมสซี สส.
รัฐเคนทักกี“เราต้องรักษาโลกให้ปลอดภัย และเราก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายด้วย กฎหมายอำนาจการทำสงครามปี 1973 ระบุว่า ความขัดแย้งใดๆ ที่เกิน 60 วันจะต้องถูกนำเข้าสู่สภาคองเกรส” ฟิตซ์แพทริกกล่าวในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หลังเปลี่ยนจุดยืนจากเดิมที่เคยสนับสนุนให้ทรัมป์ทำสงครามต่อไปอนึ่ง สภาล่างลงมติจำกัดอำนาจของทรัมป์เป็นครั้งที่ 4 ตั้งแต่เกิดสงครามในเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา โดยขณะนี้ ระยะเวลาเกิน 90 วัน หรือเส้นตายขั้นสุดที่กำหนดไว้ตามกฎหมายอำนาจการทำสงครามของสหรัฐฯสำหรับขั้นตอนต่อไป ร่างกฎหมายจะเข้าสู่วุฒิสภาและใช้เวลาพิจารณาเวลา 2 สัปดาห์ โดยไม่ต้องอาศัยลายเซ็นรับรองจากประธานาธิบดี แต่มีประเด็นทางกฎหมายคลุมเครือ เนื่องจากศาลสูงสุดเคยตัดสินในปี 1983 ว่า การดำเนินการของคองเกรสจะมีผลผูกพันทางกฎหมายได้ ก็ต่อเมื่อต้องผ่านกระบวนการนิติบัญญัติมาตรฐาน คือ การส่งให้ประธานาธิบดีลงนามนั่นหมายความว่า หากจะมีการบังคับใช้คำสั่งถอนทหารออกจากอิหร่านตามกฎหมายจริงๆ ต้องอาศัยลายเซ็นของทรัมป์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง หรืออีกหนทางหนึ่ง คือ การรวมเสียงจากสภาคองเกรสก็ให้ได้ 2 ใน 3 จากทั้งสองสภา เพื่อคว่ำการยับยั้งจากประธานาธิบดีในเวลาต่อมาตามรายงานของสื่อต่างประเทศ มีการกำหนดวันลงมติในวันที่ 21 พฤษภาคม แต่ฝั่งรีพับลิกันที่เป็นผู้นำสภายกเลิกกะทันหัน เพราะสมาชิกพรรคขาดประชุม อาจทำให้มีโอกาสพ่ายแพ้สูง โดย เกรกอรี ดับเบิลยู.
มีคส์ สส.
นิวยอร์กจากเดโมแครตและหนึ่งในคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรจงใจถ่วงเวลาลงมติครั้งนี้อย่างไรก็ตาม จอห์นสันได้ออกคำเตือนก่อนลงมติว่า เป็นเรื่องอันตรายมากที่จะพรากอำนาจการเจรจาไปจากฝ่ายบริหารและผู้บัญชาการทหารสูงสุดในขณะนี้ พร้อมย้ำว่า มติการจำกัดอำนาจทรัมป์คือความอ่อนแอสำหรับสหรัฐฯ และบั่นทอนจุดยืนในการเจรจาสันติภาพจอห์นสันอ้างว่า วัตถุประสงค์ทั้งหมดของสหรัฐฯ ต่อปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ถูกกำหนดไว้ชัดเจนและบรรลุผลสำเร็จแล้ว แม้ สส.
ทั้งสองพรรค ยังต้องการรับทราบหรือขอข้อมูลเพิ่มเติมจากฝ่ายบริหารก็ตาม“ขณะนี้ประธานาธิบดีกำลังอยู่ในกระบวนการสรุปข้อตกลงสันติภาพ และเราต้องให้พื้นที่ในการดำเนินการแก่เขา ผมคิดว่า มติอำนาจการทำสงครามในเวลานี้ผิดจังหวะเอามากๆ และเป็นสิ่งที่เลวร้าย รวมถึงเป็นอันตรายต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง” เขากล่าวก่อนหน้านี้ พรรครีพับลิกันเคยลุกฮือต่อต้านแนวคิดการจัดตั้งกองทุนมูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์ หรือ ‘เงินรางวัล’ สำหรับผู้สนับสนุนทรัมป์ที่อ้างว่า ถูกพรรคเดโมแครตกลั่นแกล้งทางการเมือง ทำให้ ท็อดด์ บลานช์ รักษาการรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมออกมากล่าวว่า รัฐบาลจะล้มเลิกความพยายามในเรื่องนี้แล้ว แต่ทรัมป์ก็สวนกระแสในเวลาต่อมาว่า เขาไม่แน่ใจว่า กองทุนนี้ถูกยกเลิกหรือระงับไว้ชั่วคราวกระแสการประท้วงภายในพรรครีพับลิกันถึงกับขั้นที่ จอห์น คอร์นิน วุฒิสมาชิกเทกซัส แชร์บทบรรณาธิการของ Wall Street Journal บนโซเชียลมีเดีย โดยเรียกร้องให้คองเกรสผ่านกฎหมายยุบกองทุนนี้“วิธีที่จะทำให้มั่นใจว่า กองทุนล้างแค้นของทรัมป์ตายสนิท ก็คือการที่คองเกรสต้องตอกลิ่มทะลุหัวใจมันซะ” คอร์นินแชร์ข้อความนี้ โดย New York Times ตั้งข้อสังเกตว่า เขายังเติมคำว่า ‘ล้างแค้น’ ไปด้วย ทั้งที่บทบรรณาธิการไม่ได้ใช้คำนี้ รวมถึงแชร์นิทานเรื่องกบกับแมงป่องที่สื่อถึงเรื่องราวการทรยศหักหลังนอกจากนี้ พรรครีพับลิกันยังคัดค้านกรณีทรัมป์แต่งตั้ง บิล พัลตี ให้ดำรงตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ เพราะมีประวัติไม่โปร่งใส เคยแฉข้อมูลการจำนองผู้ที่วิจารณ์ทรัมป์ ทำให้ ทอม ทิลลิส สว.
รีพับลิกันจากนอร์ทแคโรไลนา ออกมาให้สัมภาษณ์กับ CNBC ตรงๆ ว่า ทรัมป์กำลังได้รับคำปรึกษาจากใครสักคนที่ทำเหมือนไม่รู้ว่า จะมีการเลือกตั้งมิดเทอมในเดือนพฤศจิกายน 2026




