สถาบันสังคมศึกษาสมรรถภาพและอาชีพพัฒนากลไกพิสูจน์สิทธิ ร่วมขับเคลื่อนโครงการที่อยู่อาศัยคนละครึ่งและการจ้างงานคนพิการ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและลดความไม่เท่าเทียมในสังคม
นอกจากบทบาทด้านการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพแล้ว สสส.
สสส. เชื่อมโยงนวัตกรรมเพื่อคุ้มครองประชาชน
ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติมเต็มช่องว่างของระบบคุ้มครองทางสังคม โดยเฉพาะประชาชนที่มีสถานะเปราะบางและไม่สามารถเข้าถึงสิทธิที่พึงมีได้อย่างแท้จริง กรณีแรกคือการพัฒนากลไกพิสูจน์สถานะบุคคลสำหรับกลุ่มคนไทยไร้สิทธิ พวกเขามีปัญหาด้านทะเบียนราษฎรหรืเอกสารยืนยันตัวตนจึงกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพและสวัสดิการของรัฐ สสส.
ช่วยเชื่อมประสานการทำงานระหว่างภาคประชาสังคม หน่วยงานรัฐ โรงพยาบาลและภาควิชาการเพื่อพัฒนากระบวนการค้นหา พิสูจน์ และติดตามสิทธิให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ข้อมูลจากการดำเนินงานที่เผยแพร่ในปี 2567 ระบุว่าความร่วมมือดังกล่าวขยายไปสู่ 12 จังหวัด 20 โรงพยาบาล ช่วยให้ประชาชนกว่า 2,570 คนเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิ และสามารถลดระยะเวลาในการดำเนินการในบางกรณีจากเดิมที่อาจใช้เวลานับสิบปี เหลือประมาณ 4-12 เดือน กรณีที่สองคือโครงการที่อยู่อาศัยคนละครึ่งสำหรับคนไร้บ้าน สสส.
ร่วมกับภาคีวิชาการ ภาคประชาสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนารูปแบบการสนับสนุนค่าเช่าที่อยู่อาศัยแบบมีส่วนร่วม เพื่อให้คนไร้บ้านสามารถมีที่พักอาศัยที่มั่นคงขึ้น มีโอกาสประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และค่อย ๆ กลับมาตั้งหลักในชีวิตได้อีกครั้ง จุดสำคัญของโมเดลนี้ไม่ได้อยู่ที่การจัดหาที่พักพิงชั่วคราวเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเปลี่ยนมุมมองจากการสงเคราะห์ไปสู่การเสริมสร้างศักยภาพ โดยมองว่าคนไร้บ้านยังสามารถกลับมาเป็นผู้มีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจและสังคมได้ หากได้รับโอกาสที่เหมาะสม กรณีที่สามคือการสนับสนุนรูปแบบการจ้างงานคนพิการเชิงสังคม ผ่านความร่วมมือระหว่าง สสส.
มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อพัฒนารูปแบบการจ้างงานที่เหมาะสมกับศักยภาพและข้อจำกัดของคนพิการ เปิดโอกาสให้คนพิการสามารถมีงานทำ มีรายได้ มีคุณค่าในตนเอง และเปลี่ยนจากผู้ที่ต้องพึ่งพาการช่วยเหลือของครอบครัวไปสู่การเป็นกำลังสำคัญของครอบครัวและสังคม ตัวอย่างทั้งสามกรณีมีคุณลักษณะร่วมกันคือเป็นนวัตกรรมทางสังคมที่เกิดจากการเชื่อมโยงทรัพยากร ความรู้และความร่วมมือข้ามขอบเขตของหน่วยงานราชการ ในระบบราชการแบบเดิม ภารกิจเหล่านี้มักกระจัดกระจายอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของหลายหน่วยงาน ซึ่งต่างมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ระเบียบปฏิบัติและตัวชี้วัดความสำเร็จของตนเอง การมีองค์กรอย่าง สสส.
เข้ามาช่วยเชื่อมประสานจึงไม่ได้เป็นการทำงานซ้ำซ้อนกับภาครัฐแต่ช่วยลดความล้มเหลวจากการขาดการประสานงานและสร้างพื้นที่สำหรับทดลองรูปแบบการดำเนินงานใหม่ ก่อนที่จะขยายผลเข้าสู่ระบบนโยบายสาธารณะในวงกว้าง หาก สสส.
สสส. เสริมภาคประชาสังคมผ่านนโยบายฐานล่าง
ต้องกลับไปดำเนินงานภายใต้ข้อจำกัดด้านการจัดสรรทรัพยากรและการกำหนดวาระที่ใกล้เคียงกับระบบราชการเดิม ประเทศไทยอาจสูญเสียกลไกสำคัญที่ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อแก้ไขข้อจำกัดเหล่านั้น เสียเอง อีกบทบาทหนึ่งของ สสส.
ซึ่งผู้เขียนเห็นว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งคือการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคประชาสังคมและเครือข่ายการทำงานในระดับพื้นที่ ในระบบการบริหารราชการแผ่นดิน การกำหนดนโยบายส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นผ่านกระบวนการจากส่วนกลางลงสู่ระดับปฏิบัติ Top-down ซึ่งมีข้อดีในด้านความเป็นเอกภาพและความสามารถในการขับเคลื่อนภารกิจขนาดใหญ่ แต่มีข้อจำกัดในการรับรู้ความต้องการที่แตกต่างกันของประชาชน โดยเฉพาะปัญหาใหม่หรือปัญหาของกลุ่มคนที่มีเสียงทางการเมืองไม่ดังพอ สสส.
และภาคีเครือข่ายมีส่วนสำคัญในการเติมเต็มข้อจำกัดดังกล่าว โดยช่วยให้ประสบการณ์และความต้องการจากพื้นที่สามารถพัฒนาขึ้นเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ งานวิชาการและข้อเสนอเชิงนโยบาย ก่อนที่จะถูกส่งต่อไปสู่กระบวนการตัดสินใจของภาครัฐ กระบวนการนี้ถือเป็นการพัฒนานโยบายจากฐานล่างขึ้นสู่ส่วนกลาง Bottom-up Policy Development ซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากระบวนการกำหนดนโยบายผ่านระบบราชการ คุณค่าที่แท้จริงของ สสส.
นวัตกรรมสังคม สิทธิคนไร้บ้าน คนพิการ สุขภาพสาธารณะ การช่วยเหลือชุมชน
