รถไฟฟ้าหรือรถน้ำมัน รุ่นใดรอดเมื่อขับผ่านน้ำท่วมได้บ้าง

ยานยนต์ ข่าว

รถไฟฟ้าหรือรถน้ำมัน รุ่นใดรอดเมื่อขับผ่านน้ำท่วมได้บ้าง
น้ำท่วม, รถไฟฟ้า, รถน้ำมัน

แนะนำแนวทางรับมือรถยนต์เมื่อประสบน้ำท่วม โดยรถไฟฟ้ามักผ่านน้ำได้ดีกว่ารถน้ำมันหรือรถไฮบริดเมื่อมีความสูงใต้ท้องรถเท่ากัน เพราะไม่เสี่ยงน้ำเข้าระบบไอดีจนเกิดไฮโดรล็อก อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงน้ำลึกเกิน 30 เซนติเมตรหรือครึ่งล้อ หากรถดับในน้ำให้ตัดไฟและอพยพทันที ห้ามสตาร์ทรถซ้ำ ส่วนรถที่จอดแช่น้ำควรส่งตรวจสอบโดยช่าง แม้รถน้ำมันจะเปิดไฟได้เพียงตำแหน่ง ON เพื่อดูสถานะการทำงาน แต่ไม่ควรสตาร์ทเครื่องยนต์

สวัสดีวันหยุดเหมือนเช่นเคย กับข่าวสาร ยานยนต์ กับ “อ้วนซ่า แอบซิ่ง” และก็ผ่านมาแล้วหนึ่งสัปดาห์ กับวิกฤตฝนตก น้ำท่วม ขังในหลายเขตของพื้นที่กรุงเทพมหานคร แน่นอนว่าจะต้องมีท่านผู้อ่านจำนวนหนึ่งได้รับความเสียหายทางทรัพย์สินอันเกิดจากรถยนต์แช่น้ำอยู่บ้าง อ้วนซ่าขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ประสบเหตุทุกท่านนะขอรับ แน่นอนว่าสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์นี้ก็คือ การถกเถียงกันว่าหากหลีกเลี่ยงเส้นทาง น้ำท่วม ขังไม่ได้ ระหว่าง “ รถไฟฟ้า ” หรือ “ รถน้ำมัน ” ใครจะมีโอกาสรอดมากกว่ากัน?

ซึ่งตรงจุดนี้ต้องขอบอกว่า มีด้วยกันหลายปัจจัย และรถแต่ละรุ่นก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้นในวันนี้จึงขอเรียนนำเสนอข้อคิดสำหรับการใช้รถในสถานการณ์น้ำท่วม เพราะเชื่อว่ามันจะต้องเกิดขึ้นอีกแน่นอน ในสถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้ มีความแตกต่างจากในอดีต นั่นก็คือ มีรถยนต์ประเภทใหม่เกิดขึ้นซึ่งก็คือ “รถไฟฟ้า” แน่นอนว่าหากจะพิจารณาโดยทั่วไปแล้ว ก็ต้องบอกว่า “การขับผ่านน้ำท่วมขัง” รถไฟฟ้า มักจะทำได้ดีกว่า “รถน้ำมัน” หรือ “รถไฮบริด” หากเทียบกับรถที่มีความสูงใต้ท้องรถเท่าๆกัน เนื่องจากรถไฟฟ้านั้นไม่ต้องอาศัยอากาศเข้าไปใช้ในการเผาไหม้ในกระบอกสูบ จึงตัดความเสี่ยงเรื่อง “น้ำเข้าท่อไอดี” และทำให้เครื่องดับ หรือก้านสูบหัก จากอาการไฮโดรล็อค จึงทำให้รถไฟฟ้าจะสามารถวิ่งผ่านน้ำไปได้ค่อนข้างจะดีกว่า ส่วนในหมู่รถสันดาปด้วยกัน ระหว่างรถเบนซิน กับรถดีเซล รถดีเซลมักจะมีภาษีดีกว่า เนื่องจากไม่ต้องใช้ระบบไฟฟ้าในการจุดระเบิดเหมือนรถเบนซิน ขอเพียงอากาศไม่ขาดเครื่องยนต์ดีเซลก็จะสู้ไปได้เรื่อยๆ แต่ในน้ำท่วมครั้งนี้เราได้เห็นรถยนต์ทั้งเบนซิน และดีเซล หลายๆรุ่นจอดตายบนถนนจำนวนมาก นั่นก็มาจากสาเหตุที่ระดับน้ำสูงจน น้ำเข้าไปในระบบไอดี หรือระบบหายใจของรถ จนสร้างความเสียหายให้กับเครื่องยนต์อย่างรุนแรง โดยเฉพาะหากเกิดคลื่นน้ำที่กระแทกเข้ามาจากรถคันอื่นทั้งที่วิ่งแซงหรือวิ่งสวนไป เรียกว่าโดยทั่วไปแล้ว ทั้งรถไฟฟ้า และรถ น้ำมัน ควรหลีกเลี่ยงการวิ่งในพื้นที่น้ำลึกเกินครึ่งล้อ หรือหลีกเลี่ยงการวิ่งผ่านน้ำลึกเกิน 30 เซนติเมตร หรือ 1 ไม้บรรทัด หากเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องปิดระบบปรับอากาศเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายของระบบไฟฟ้า และป้องกันการตีน้ำกระจายในห้องเครื่อง แม้ว่าการวิ่งผ่านพื้นที่น้ำท่วม รถไฟฟ้าจะมีโอกาสรอดมากกว่า แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีความเสี่ยงจากแบตเตอรี่แรงดันสูงของรถไฟฟ้าจะเสียหายจากน้ำ ถึงแม้มันจะถูกผนึกแน่นหนาตามมาตรฐานความปลอดภัย IP67 หรือ IP68 คือ ทนการจมลึก 1 เมตร เป็นเวลา 30 นาที แต่ก็ต้องขอย้ำว่า มาตรฐานนี้ไม่ได้ออกแบบมาให้จอดแช่น้ำข้ามวันข้ามคืน เพราะแรงดันน้ำและความชื้นจะค่อยๆซึมผ่านซีล หรือขั้วต่อ รวมถึงซีลของมอเตอร์เข้าไปได้เช่นกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำท่วมในเมือง หรือพื้นที่อันมีน้ำเค็ม หรือสารเคมีเจือปนก็อาจจะเกิดเรื่องของการกัดกร่อน เพิ่มเติมขึ้นอีกด้วย และนำไปสู่การ “ลัดวงจร” และ “เกิดเพลิงไหม้” การลัดวงจรนี้ แม้รถไฟฟ้าจะมีการติดตั้งฟิวส์ตัดไฟอัตโนมัติ เมื่อเกิดการรั่วไหล แต่หากเกิดความชื้นซึมเข้าไปในเซลล์แบตเตอรี่จนเกิดการลัดวงจรภายใจ จะเกิดอาการเพลิงไหม้ขึ้นได้ หรือ เทอร์มัล รันอเวย์ โดยเฉพาะรถที่ใช้แบตเตอรี่แบบ NMC แต่อาจจะเกิดขึ้นได้น้อยกว่าสำหรับรถที่ใช้แบตเตอรี่แบบ LFP เรียกว่าสำหรับทั้งรถน้ำมัน และรถไฟฟ้า ต้องประเมินความลึกของน้ำในเส้นทาง โดยสามารถดูได้จากความสูงของน้ำจากรถคันหน้าที่ไกลออกไป ถ้าพบว่ามันสูงเกินครึ่งล้อก็ควรจะเลี่ยง เพราะความดันทุรังไม่ก่อให้เกิดผลดีใดๆ แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ทันแล้วรถเกิดดับกระทันหัน สิ่งที่ควรทำคือ “ไม่พยายามจะสตาร์ทรถขึ้นอีก” และทำการตัดไฟรถ พร้อมกับอพยพออกจากรถ ส่วนหลังจากที่รถแช่น้ำมาแล้ว “ห้าม” เปิดสวิตช์สตาร์ทรถเป็นอันขาด และติดต่อศูนย์บริการเพื่อทำการเคลื่อนย้ายรถไปทำการตรวจสอบโดยช่างผู้ชำนาญการ ในกรณีเดียวกัน รถน้ำมันหากจอดแช่น้ำขัง แม้จะน้ำตื้นๆแต่ความชื้นจากน้ำที่ระเหยขึ้นมาก็สามารถที่จะซึมเข้าไปสร้างความเสียหายให้กับ “สมอง” หรือ ECU ของรถได้เช่นกัน สิ่งที่พึงกระทำก็คือ ลองเปิดสวิตช์ไปเพียงแต่ตำแหน่ง ON ไม่ต้องสตาร์ท ไฟเตือนต่างๆจะขึ้นมาให้เราดูว่ามีอะไรทำงานผิดปกติไปบ้าง หากมีการเตือนเกิดขึ้น ขอแนะนำให้เรียกรถสไลด์ หรือรถยกมาย้ายรถของท่านไปอยู่ในมือช่างผู้ชำนาญการจะดีที่สุด ส่วนรถของใครก็ตามที่แม้จะรอดจากการวิ่งผ่านน้ำลึกเกินครึ่งล้อ ก็ควรอย่างยิ่งที่จะเข้าไปศูนย์บริการเพื่อตรวจเช็คการเจือปนของน้ำที่อาจรั่วซึมเข้าไปในระบบ อาทิ ระบบหล่อลื่นของรถน้ำมัน ห้าม “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” เด็ดขาด อย่าหาว่า อ้วนซ่าไม่เตือน

GooglePlease follow us on Google to support us
เราได้สรุปข่าวนี้มาให้อ่านอย่างรวดเร็ว หากสนใจข่าว สามารถอ่านฉบับเต็มได้ที่นี่ อ่านเพิ่มเติม:

DailynewsTwit /  🏆 63. in TH

น้ำท่วม รถไฟฟ้า รถน้ำมัน ระบบไอดี ความปลอดภัยรถ

 

ประเทศไทย ข่าวล่าสุด, ประเทศไทย หัวข้อข่าว