สรุปข่าว รายงานฉบับใหม่ชี้ว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมจะไม่ถูกนำมาใช้ขโมย Bitcoin เป็นเป้าแรกแต่ราคาจะร่วงลงอย่างหนักอยู่ดี
สถาบัน NIST ประกาศกรอบเวลาสั่งลดละเลิกการเข้ารหัสแบบเดิมหลังปี 2030 และแบนเด็ดขาดหลังปี 2035 สอดรับกับงานวิจัยที่คาดว่าควอนตัมจะมาเร็วขึ้นรายงานวิจัยล่าสุดประจำปี 2026 จาก Taurus ระบุว่าเทคโนโลยีควอนตัมจะไม่มีทางสร้างความเสียหายแก่ Bitcoin ในรูปแบบของการแฮกกระเป๋าเพื่อขโมยเหรียญมาเทขายทำกำไรได้สำเร็จ เนื่องจากธรรมชาติความผันผวนของตลาดคริปโตจะตอบสนองต่อข่าวร้ายด้วยการเกิดแรงเทขายจนราคาพังทลายจนแทบไม่มีค่าล่วงหน้าก่อนกระบวนการโอนเหรียญจะเสร็จสิ้น ควอนตัมคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสุดล้ำหน้าที่ถูกเก็งเอาไว้ให้เป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่งของ Bitcoin อาจไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายในรูปแบบที่ใครหลานคนคาด อ้างอิงข้อมูลจากการศึกษาล่าสุดของ Taurus บริษัทคริปโตจากสวิตฯ เดิมทีเรามักจะเชื่อกันว่า เมื่อใดที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมพัฒนาจนสามารถเจาะระบบของ Bitcoin ได้ มูลค่าของมันจะร่วงดิ่งลงเหวทันที แต่ทาง Taurus กลับอีกมุม โดยพวกเขาคาดการณ์ว่า ราคาของ Bitcoin จะร่วงลงไปก่อนที่ควอนตัมจะกดเทขายเหรียญออกมาเสียด้วยซ้ำ เหตุผลเพราะพวกเขาเชื่อว่า คนที่ครอบครองคอมพิวเตอร์ควอนตัมทรงพลังขนาดนั้น คงไม่เลือก Bitcoin เป็นเป้าหมายแรกในการโจมตี เนื่องจากในโลกนี้ยังมีระบบโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ที่สำคัญและน่าเจาะมากกว่า แต่ประเด็นคือ ทันทีที่ตลาดรับรู้ข่าวการมีอยู่ของคอมพิวเตอร์ควอนตัมรุ่นนี้ นักลงทุนจะพากันตื่นตระหนกและแห่เทขายสลัดเหรียญทิ้งอย่างรวดเร็ว จนราคาดิ่งลงเหวก่อนที่จะเกิดการแฮกขโมยเหรียญจริง ๆ ภัยคุกคามที่แท้จริงจึงไปตกอยู่กับปัจจัยอื่นมากกว่า ในขณะเดียวกัน ความผันผวนของ Bitcoin ที่เราเห็นกันในปัจจุบัน ก็เป็นหลักฐานชั้นดีที่ช่วยพิสูจน์ว่า ตลาดคริปโตตอบสนองต่อข่าวร้ายได้รวดเร็วรุนแรงขนาดไหน ดังนั้น จึงแทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า ถ้าวันหนึ่งระบบเข้ารหัสของบิตคอยน์ถูกถอดรหัสได้จริง ๆ แรงเทขายจากความตื่นตระหนกจะลากราคาให้ทิ้งดิ่งลงอย่างรวดเร็วแน่นอนสำหรับภัยคุกคามที่ทีมวิจัยกังวลมากที่สุดในตอนนี้ ไม่ใช่การที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะตื่นขึ้นมาแล้วแฮกระบบทันที แต่คือกลยุทธ์ ดักเก็บข้อมูลวันนี้ เพื่อรอถอดรหัสในวันหน้า หมายความว่า แฮกเกอร์จะคอยสูบข้อมูลสำคัญในปัจจุบันไปกักเก็บไว้ก่อน เพื่อรอให้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคตมีสมรรถนะสูงพอที่จะถอดรหัสออกมาเปิดอ่านภายหลัง จริงอยู่ที่ข้อมูลธุรกรรมทั่วไปบนบล็อกเชนของ Bitcoin อาจไม่ได้คุ้มค่าหรือเหมาะกับวิธีการโจมตีรูปแบบนี้เท่าไรนัก แต่สิ่งที่จะตกเป็นเป้าหมายและมีความน่ากังวลสูงสุด คือ บรรดาข้อมูลความลับที่มีอายุการใช้งานยาวนาน เช่น สัญญาผูกพันทางกฎหมาย หรือข้อความสำคัญที่ถูกจัดเก็บไว้ในคลังข้อมูลขององค์กร ซึ่งเสี่ยงที่จะถูกเปิดโปงออกมาทั้งหมดในอนาคต ปัจจุบันการนับถอยหลังเพื่อย้ายระบบหนีภัยควอนตัมได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติ ได้กำหนดแนวทางให้เริ่มลดการใช้งานระบบเข้ารหัสแบบ Public Key ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันหลังปี 2030 และจะสั่งห้ามใช้โดยเด็ดขาดหลังจากปี 2035 ซึ่งตอนนี้ มาตรฐานใหม่ที่จะนำมาใช้ป้องกันภัยควอนตัมเริ่มมีการติดตั้งและอัปเดตลงในซอฟต์แวร์หลักๆ บ้างแล้ว ความน่ากลัวคือ ระยะเวลาที่เคยคิดว่ายังอีกไกลกำลังถูกร่นให้สั้นลงเรื่อยๆ หลังมีงานวิจัย 2 ฉบับที่เผยแพร่เมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคม 2026 ออกมาพิสูจน์ว่า ความก้าวหน้าทางฮาร์ดแวร์นั้นเร็วกว่าที่คาด สอดคล้องกับข้อมูลจากทีม Google Quantum AI ที่พบวิธีลดปริมาณทรัพยากรที่จำเป็นในการเจาะระบบเข้ารหัสแบบเส้นโค้งเอลลิปติกได้สำเร็จ ซึ่งเป็นระบบเข้ารหัสที่บล็อกเชนส่วนใหญ่ใช้งานกันอยู่ อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังไม่มีผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์รายใดที่จะสามารถการันตีการปกป้องจากควอนตัมได้อย่างสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะระบบบล็อกเชนขับเคลื่อนอยู่ภายนอกขอบเขตการควบคุมของบริษัทใดบริษัทหนึ่งเพียงลำพัง ดังนั้นการจะอัปเกรดระบบจึงต้องอาศัยการยอมรับจากคนทั้งเครือข่าย รายงานสรุปทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า วิทยาการเข้ารหัสลับหลังยุคควอนตัมไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เราต้องตื่นตระหนก แต่มันคือสัญญาณเตือนให้เราต้องเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้ ดังนั้นเป้าหมายที่ทำได้จริงในทางปฏิบัติคือ ความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนอัลกอริทึมเข้ารหัส หรือการพร้อมที่จะสลับสับเปลี่ยนไปใช้อัลกอริทึมใหม่ได้อย่างรวดเร็วหากเกิดวิกฤตขึ้นมาจริง ๆ.
สถาบัน NIST ประกาศกรอบเวลาสั่งลดละเลิกการเข้ารหัสแบบเดิมหลังปี 2030 และแบนเด็ดขาดหลังปี 2035 สอดรับกับงานวิจัยที่คาดว่าควอนตัมจะมาเร็วขึ้นรายงานวิจัยล่าสุดประจำปี 2026 จาก Taurus ระบุว่าเทคโนโลยีควอนตัมจะไม่มีทางสร้างความเสียหายแก่ Bitcoin ในรูปแบบของการแฮกกระเป๋าเพื่อขโมยเหรียญมาเทขายทำกำไรได้สำเร็จ เนื่องจากธรรมชาติความผันผวนของตลาดคริปโตจะตอบสนองต่อข่าวร้ายด้วยการเกิดแรงเทขายจนราคาพังทลายจนแทบไม่มีค่าล่วงหน้าก่อนกระบวนการโอนเหรียญจะเสร็จสิ้น ควอนตัมคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสุดล้ำหน้าที่ถูกเก็งเอาไว้ให้เป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่งของ Bitcoin อาจไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายในรูปแบบที่ใครหลานคนคาด อ้างอิงข้อมูลจากการศึกษาล่าสุดของ Taurus บริษัทคริปโตจากสวิตฯ เดิมทีเรามักจะเชื่อกันว่า เมื่อใดที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมพัฒนาจนสามารถเจาะระบบของ Bitcoin ได้ มูลค่าของมันจะร่วงดิ่งลงเหวทันที แต่ทาง Taurus กลับอีกมุม โดยพวกเขาคาดการณ์ว่า ราคาของ Bitcoin จะร่วงลงไปก่อนที่ควอนตัมจะกดเทขายเหรียญออกมาเสียด้วยซ้ำ เหตุผลเพราะพวกเขาเชื่อว่า คนที่ครอบครองคอมพิวเตอร์ควอนตัมทรงพลังขนาดนั้น คงไม่เลือก Bitcoin เป็นเป้าหมายแรกในการโจมตี เนื่องจากในโลกนี้ยังมีระบบโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ที่สำคัญและน่าเจาะมากกว่า แต่ประเด็นคือ ทันทีที่ตลาดรับรู้ข่าวการมีอยู่ของคอมพิวเตอร์ควอนตัมรุ่นนี้ นักลงทุนจะพากันตื่นตระหนกและแห่เทขายสลัดเหรียญทิ้งอย่างรวดเร็ว จนราคาดิ่งลงเหวก่อนที่จะเกิดการแฮกขโมยเหรียญจริง ๆ ภัยคุกคามที่แท้จริงจึงไปตกอยู่กับปัจจัยอื่นมากกว่า ในขณะเดียวกัน ความผันผวนของ Bitcoin ที่เราเห็นกันในปัจจุบัน ก็เป็นหลักฐานชั้นดีที่ช่วยพิสูจน์ว่า ตลาดคริปโตตอบสนองต่อข่าวร้ายได้รวดเร็วรุนแรงขนาดไหน ดังนั้น จึงแทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า ถ้าวันหนึ่งระบบเข้ารหัสของบิตคอยน์ถูกถอดรหัสได้จริง ๆ แรงเทขายจากความตื่นตระหนกจะลากราคาให้ทิ้งดิ่งลงอย่างรวดเร็วแน่นอนสำหรับภัยคุกคามที่ทีมวิจัยกังวลมากที่สุดในตอนนี้ ไม่ใช่การที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะตื่นขึ้นมาแล้วแฮกระบบทันที แต่คือกลยุทธ์ ดักเก็บข้อมูลวันนี้ เพื่อรอถอดรหัสในวันหน้า หมายความว่า แฮกเกอร์จะคอยสูบข้อมูลสำคัญในปัจจุบันไปกักเก็บไว้ก่อน เพื่อรอให้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคตมีสมรรถนะสูงพอที่จะถอดรหัสออกมาเปิดอ่านภายหลัง จริงอยู่ที่ข้อมูลธุรกรรมทั่วไปบนบล็อกเชนของ Bitcoin อาจไม่ได้คุ้มค่าหรือเหมาะกับวิธีการโจมตีรูปแบบนี้เท่าไรนัก แต่สิ่งที่จะตกเป็นเป้าหมายและมีความน่ากังวลสูงสุด คือ บรรดาข้อมูลความลับที่มีอายุการใช้งานยาวนาน เช่น สัญญาผูกพันทางกฎหมาย หรือข้อความสำคัญที่ถูกจัดเก็บไว้ในคลังข้อมูลขององค์กร ซึ่งเสี่ยงที่จะถูกเปิดโปงออกมาทั้งหมดในอนาคต ปัจจุบันการนับถอยหลังเพื่อย้ายระบบหนีภัยควอนตัมได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติ ได้กำหนดแนวทางให้เริ่มลดการใช้งานระบบเข้ารหัสแบบ Public Key ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันหลังปี 2030 และจะสั่งห้ามใช้โดยเด็ดขาดหลังจากปี 2035 ซึ่งตอนนี้ มาตรฐานใหม่ที่จะนำมาใช้ป้องกันภัยควอนตัมเริ่มมีการติดตั้งและอัปเดตลงในซอฟต์แวร์หลักๆ บ้างแล้ว ความน่ากลัวคือ ระยะเวลาที่เคยคิดว่ายังอีกไกลกำลังถูกร่นให้สั้นลงเรื่อยๆ หลังมีงานวิจัย 2 ฉบับที่เผยแพร่เมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคม 2026 ออกมาพิสูจน์ว่า ความก้าวหน้าทางฮาร์ดแวร์นั้นเร็วกว่าที่คาด สอดคล้องกับข้อมูลจากทีม Google Quantum AI ที่พบวิธีลดปริมาณทรัพยากรที่จำเป็นในการเจาะระบบเข้ารหัสแบบเส้นโค้งเอลลิปติกได้สำเร็จ ซึ่งเป็นระบบเข้ารหัสที่บล็อกเชนส่วนใหญ่ใช้งานกันอยู่ อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังไม่มีผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์รายใดที่จะสามารถการันตีการปกป้องจากควอนตัมได้อย่างสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะระบบบล็อกเชนขับเคลื่อนอยู่ภายนอกขอบเขตการควบคุมของบริษัทใดบริษัทหนึ่งเพียงลำพัง ดังนั้นการจะอัปเกรดระบบจึงต้องอาศัยการยอมรับจากคนทั้งเครือข่าย รายงานสรุปทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า วิทยาการเข้ารหัสลับหลังยุคควอนตัมไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เราต้องตื่นตระหนก แต่มันคือสัญญาณเตือนให้เราต้องเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้ ดังนั้นเป้าหมายที่ทำได้จริงในทางปฏิบัติคือ ความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนอัลกอริทึมเข้ารหัส หรือการพร้อมที่จะสลับสับเปลี่ยนไปใช้อัลกอริทึมใหม่ได้อย่างรวดเร็วหากเกิดวิกฤตขึ้นมาจริง ๆ
ประเทศไทย ข่าวล่าสุด, ประเทศไทย หัวข้อข่าว
Similar News: คุณยังสามารถอ่านข่าวที่คล้ายกันนี้ซึ่งเรารวบรวมจากแหล่งข่าวอื่น ๆ ได้
Strive คhuą ซื้อ Bitcoin $185 ล้าน ลุ้นภาพลักษณ์ Ramaswamy ยืนยันการลงทุนในระยะยาวการซื้อครั้งล่าสุดของ Strive ขยายพอร์ต Bitcoin และยืนยันตำแหน่งของ Vivek Ramaswamy ในฐานะผู้สนับสนุน Bitcoin อย่างเป็นระบบ แม้ตลาดเผชิญแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์และเงินทุนไหลออกจาก ETF การซื้อในช่วงราคาอ่อนตัวถือเป็นสัญญาณของความเชื่อมั่นระยะยาว
อ่านเพิ่มเติม »
Capital B เสนอแผนระดมทุนครั้งใหญ่มูลค่า 1.22 แสนล้านดอลลาร์เพื่อเดินหน้าเข้าซื้อ Bitcoin เพิ่มเติมสรุปข่าว Capital B บริษัทบริหารคลังสำรอง Bitcoin สัญชาติฝรั่งเศส
อ่านเพิ่มเติม »
Bitcoin และ Ethereum ร่วงหนัก บริษัทคลังคริปโตขาดทุนทางบัญชีรวม 1.6 หมื่นล้านราคา Bitcoin ร่วง 4.3% มาที่ $66,962 และ Ethereum ร่วง 5.6% มาที่ $1,873 ส่งผลให้ Strategy และ Bitmine ขาดทุนทางบัญชีรวมราว $1.6 หมื่นล้าน Saylor ขาย Bitcoin ครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี ส่วน Tom Lee ยืนยันพฤติกรรมปกติในรอบขาลง
อ่านเพิ่มเติม »
Bitcoin Company Strategy May Be Forced to Sell Bitcoin to Stay AfloatA rumor circulating suggests that Strategy, a Bitcoin company, may be forced to sell some of its Bitcoin holdings to stay afloat. The rumor emerged in the wake of Strategy's first-ever Bitcoin sale and a subsequent Bitcoin price drop to $62,943. The rumor claims that Michael Saylor, the CEO of Strategy, may be pressured to sell some of the company's Bitcoin holdings at a loss to cover debt and financial obligations. The rumor also mentions that Saylor may not be able to pay out dividends anymore, and the market seems to be anticipating this development.
อ่านเพิ่มเติม »
Bitcoin ร่วงหลุด 62,000 ดอลลาร์ ต่ำสุดรอบ 3 เดือน เพราะ Panic Sell จากแรงขายของ Strategy หรือความต้องการกำลังลดต่ำลงราคา Bitcoin ร่วงต่ำสุดรอบ 4 เดือน! เจาะลึกปัจจัยกดดันจาก MicroStrategy ขาย BTC และเงินทุนไหลออกจาก Bitcoin ETF กว่า 3.4 พันล้านดอลลาร์
อ่านเพิ่มเติม »
James Wynn คัมแบค ? เปิด Short Bitcoin ด้วยเลเวอเรจ 40x ที่ราคา $66,000สรุปข่าว James Wynn กลับมาเปิด Short Bitcoin บน Hyperliquid ด้วยเลเวอเรจสูงถึง 40 เท่า มูลค่าโพสิชั่นราว 169,000 ดอลลาร์ ปัจจุบันโพสิชั่นมีกำไรราว 7,247
อ่านเพิ่มเติม »




