การลดภาษีและปรับสูตรคำนวณราคาพลังงานเป็นตัวเลือกในการลดภาระของประชาชน
"... หากรัฐบาลจริงใจจะลดภาระประชาชน สามารถ 'ลด ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ' และ 'ปรับสูตรคำนวณราคาน้ำมัน' ได้ทันที ซึ่งจะเป็นการแก้ต้นตอของปัญหา ค่าครองชีพ โดยไม่ต้องรอแก้ที่ปลายทางด้วยการออก พ.
ร. ก. เงินกู้...
"ป้อนคำถามให้ gemini ช่วยตอบ ๓ คำถาม คำถามแรก การแก้ปัญหาค่าครองชีพของประชาชน ระหว่าง ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน กับ คนละครึ่งพลัส อย่างไหนช่วยประชาชนได้มากกว่ากัน มีข้อดีข้อเสียอย่างไรการเปรียบเทียบระหว่าง การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน กับ นโยบายคนละครึ่งพลัส มีมิติที่ช่วยประชาชนแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าเรามองจากมุมไหนครับ ทั้งสองมาตรการมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่ควรนำมาพิจารณา ดังนี้: ๑.
การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน การลดภาษีน้ำมัน ส่งผลกระทบกว้างขวางต่อระบบเศรษฐกิจในระดับมหภาค ช่วยทุกคนโดยอ้อม: เมื่อราคาน้ำมันลดลง ต้นทุนการขนส่งและต้นทุนการผลิตสินค้าจะลดลงตาม ช่วยสกัดกั้นการขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นการช่วยประชาชนทุกคนไม่ว่าจะมีสมาร์ทโฟนหรือได้รับสิทธิ์หรือไม่ ลดภาระกลุ่มผู้ประกอบการ: ช่วยเหลือกลุ่มโลจิสติกส์ เกษตรกร และโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักของเศรษฐกิจ ข้อเสีย: รัฐสูญเสียรายได้มหาศาล และอาจไม่ช่วยกลุ่มคนที่ไม่มีรถยนต์โดยตรงเท่าที่ควร ๒.
นโยบายคนละครึ่งพลัส นโยบายนี้เป็นการ"ฉีดเงิน" เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง ช่วยกลุ่มเป้าหมายโดยตรง: ประชาชนได้รับวงเงิน เพื่อลดภาระค่าอาหารและของใช้จำเป็นรายวัน เห็นผลทันทีในแง่ของการมีเงินเหลือในกระเป๋าเพิ่มขึ้น กระตุ้นร้านค้ารายย่อย: เงินหมุนเวียนในตลาดสดและร้านค้า SME ได้ดีกว่าการลดภาษีน้ำมัน เพราะเงื่อนไขบังคับให้ใช้กับร้านค้าขนาดเล็ก ข้อเสีย: มีข้อจำกัดเรื่องเทคโนโลยี และเป็นการกระตุ้นระยะสั้นที่อาจส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อในระยะยาวได้ คำถามที่ ๒ ให้ gemini ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจ จากโครงการคนละครึ่งพลัสของรัฐบาลอนุทิน ได้ความตามนี้ครับ...
การประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากโครงการ"คนละครึ่งพลัส" ในปี ๒๕๖๙ สามารถวิเคราะห์ได้ทั้งในแง่บวกที่เป็นแรงขับเคลื่อน และข้อจำกัดที่ต้องระวัง ดังนี้ครับ ๑.
ผลกระทบเชิงบวก กระตุ้นการบริโภคภาคเอกชนทันที: โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อดึงเม็ดเงินออกจากกระเป๋าประชาชนโดยมีรัฐช่วยจ่าย ๕๐% ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้แก่กลุ่มเป้าหมายกว่า ๓๐ ล้านคน โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังซื้อในประเทศเริ่มอ่อนแรง สร้างเงินหมุนเวียนในระบบ : คาดว่าจะช่วยหนุนยอดค้าปลีกให้เติบโตขึ้น ตัวอย่างเช่นในปี ๒๕๖๘ มีการประเมินว่าอาจช่วยให้ GDP ภาคค้าปลีกโตเพิ่มเป็น ๓.๑% เนื่องจากเงินกระจายไปยังร้านค้ารายย่อยและผู้ประกอบการขนาดเล็กทั่วประเทศ ลดภาระค่าครองชีพ: การสนับสนุนวงเงิน ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทำให้ประชาชนมีสภาพคล่องในมือมากขึ้นผลกระทบระยะสั้น: นักวิชาการบางส่วนมองว่าโครงการนี้เป็นเพียงการ"ประคองเศรษฐกิจ" มากกว่าการสร้างความยั่งยืน เพราะหากไม่มีมาตรการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอื่นควบคู่ไป เมื่อจบโครงการกำลังซื้ออาจกลับมาซบเซาเช่นเดิม งบประมาณและหนี้สาธารณะ: การใช้เงินงบประมาณจำนวนมาก อาจส่งผลต่อวินัยการเงินการคลังในระยะยาว หากไม่สามารถสร้างรายได้กลับเข้าสู่รัฐได้ในสัดส่วนที่คุ้มค่า พฤติกรรมการใช้จ่าย: มีความกังวลว่าประชาชนอาจใช้จ่ายไปกับสินค้าที่ไม่จำเป็นเพียงเพราะมีส่วนลดจากรัฐ ซึ่งอาจไม่ได้ส่งผลดีต่อการออมหรือเสถียรภาพทางการเงินส่วนบุคคลในระยะยาวร้านค้ารายย่อย ยอดขายเพิ่มขึ้นทันที กระจายรายได้สู่ชุมชนร้านค้าต้องเข้าระบบภาษี/แอปพลิเคชันประชาชนลดภาระค่าใช้จ่าย มีเงินเหลือใช้ส่วนอื่น อาจกระตุ้นการบริโภคเกินตัว ภาพรวมเศรษฐกิจ GDP ภาคค้าปลีกขยายตัว เงินหมุนเวียนเร็วเป็นการกระตุ้นเพียงชั่วคราว ไม่ยั่งยืน สรุป: คนละครึ่งพลัส ถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างรวดเร็ว แต่จะได้ผล"สุดทาง" หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการเชื่อมโยงกับมาตรการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอื่นๆ ของรัฐบาลในช่วงเวลาดังกล่าวครับผลกระทบต่อ"วินัยการเงินการคลัง"เพดานหนี้สาธารณะ: ปัจจุบัน หนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ ๖๖.๓๘% ของ GDP การกู้เพิ่มอีก ๔ แสนล้านบาท จะทำให้สัดส่วนหนี้ขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ ๖๗.๓%-๖๘% ซึ่งถือว่าใกล้เพดานที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน ๗๐% มากขึ้นทุกที
ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน นโยบายคนละครึ่งพลัส ค่าครองชีพ ลงทุน ร้านค้า Smes




