Beyond the Breaking News

ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบ นักลงทุนชะลอการลงทุน จับตาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

เศรษฐกิจ News

ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบ นักลงทุนชะลอการลงทุน จับตาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ตลาดหุ้นดาวโจนส์เงินเฟ้อ

ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบ นักลงทุนชะลอการลงทุนก่อนสุดสัปดาห์ จับตาการเจรจาสันติภาพและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงข้อมูลเงินเฟ้อและผลประกอบการบริษัท

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 เม.ย. 69) รายงานว่า ดัชนี ดาวโจนส์ ตลาดหุ้น นิวยอร์กปิดตลาดในวันศุกร์ (10 เม.ย.) ในแดนลบ ท่ามกลางบรรยากาศการซื้อขายที่ระมัดระวังก่อนช่วงสุดสัปดาห์ และการจับตาความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพใน ตะวันออกกลาง ที่ยังคงดำเนินต่อไป ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรม ดาวโจนส์ ปิดที่ 47,916.57 จุด ลดลง 269.23 จุด หรือ -0.56% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,816.89 จุด ลดลง 7.77 จุด หรือ -0.11% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,902.90 จุด เพิ่มขึ้น 80.48 จุด หรือ +0.

35% จากข้อมูลที่เปิดเผย ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเงินเฟ้อที่สำคัญ ได้แสดงให้เห็นถึงการเร่งตัวขึ้นของราคาผู้บริโภคตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นผลมาจากแรงกดดันด้านราคาที่เกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยดัชนีดาวโจนส์และ S&P 500 ปิดลบ ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีช่วยหนุนดัชนี Nasdaq ให้ปรับตัวขึ้นได้เล็กน้อย นักลงทุนประเมินสถานการณ์ที่ยังคงมีการเปลี่ยนแปลงในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ยังคงมีความเปราะบาง เนื่องจากมีรายงานการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงเกิดขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงการที่อิสราเอลยังคงโจมตีเลบานอน แม้ว่าเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล จะระบุว่ากำลังแสวงหาการเจรจาโดยตรงกับเลบานอนก็ตาม นอกจากนี้ ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ยังคงถูกอิหร่านปิดกั้น โดยอิหร่านเรียกร้องให้มีการหยุดยิงในเลบานอน และมีการปลดล็อกทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการกลับมาเจรจาอีกครั้ง บรรยากาศการซื้อขายในสัปดาห์นี้เริ่มต้นด้วยความตึงเครียด หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ขู่ว่าจะทำลายอารยธรรมทั้งหมด หากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของเขา อย่างไรก็ตาม เมื่อแนวโน้มการหยุดยิงเริ่มมีความชัดเจน ราคาหุ้นก็มีการปรับตัวขึ้น ในภาพรวมของสัปดาห์ ดัชนีหลักทั้ง 3 ดัชนีสามารถทำสถิติเพิ่มขึ้นรายสัปดาห์ที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568\การรายงานข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเงินเฟ้อที่สำคัญตัวแรกที่เผยแพร่หลังเกิดสถานการณ์ความขัดแย้ง แสดงให้เห็นว่า ราคาผู้บริโภคมีการปรับตัวขึ้นรายเดือนในอัตราที่สูงที่สุดในรอบเกือบ 4 ปี ซึ่งเป็นผลมาจากการพุ่งขึ้นของราคาพลังงานตามที่คาดการณ์ไว้ โดยราคาน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นถึง 21.2% ดัชนี Core CPI ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงานนั้น เพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบที่ชัดเจนมากขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า แมรี ดาลี ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขาซานฟรานซิสโก ได้ออกมากล่าวว่า ผลกระทบด้านราคาน้ำมันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะทำให้กรอบเวลาในการนำเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% ของเฟดยาวนานออกไป รายงานอีกฉบับจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนยังแสดงให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนนี้ ในขณะที่การคาดการณ์ระยะใกล้ลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2523 จาก 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักในดัชนี S&P500 นั้น มี 7 กลุ่มที่ปิดในแดนลบ โดยกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานและกลุ่มเฮลท์แคร์ปรับตัวลงมากที่สุด โดยลดลง 1.43% และ 1.33% ตามลำดับ ในขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มวัสดุเป็นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยเพิ่มขึ้น 0.76% และ 0.64% ตามลำดับ หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปเป็นกลุ่มที่นำตลาดและแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยหุ้น Broadcom และ Nvidia พุ่งขึ้น 4.7% และ 2.6% ตามลำดับ หุ้นกลุ่มการเงินปรับตัวลงก่อนที่ธนาคารขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ จะประกาศผลประกอบการในสัปดาห์หน้า ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกอย่างไม่เป็นทางการ โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า กำไรรวมของบริษัทในดัชนี S&P500 จะเติบโต 13.9% เมื่อเทียบรายปี\นักวิเคราะห์จาก Ingalls & Snyder ในนครนิวยอร์ก กล่าวว่า ฤดูกาลประกาศผลประกอบการอาจช่วยเปลี่ยนความสนใจของตลาดกลับไปที่ปัจจัยพื้นฐานของบริษัท ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดหุ้นควรให้ความสำคัญต่อไป นอกจากนี้ นักลงทุนยังคงจับตาดูสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด และประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่อง การปรับตัวลงของดัชนีดาวโจนส์และ S&P 500 บ่งชี้ถึงความระมัดระวังของนักลงทุนในการตัดสินใจลงทุน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก การเพิ่มขึ้นของดัชนี Nasdaq ได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนในศักยภาพการเติบโตของบริษัทเทคโนโลยีในช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ การเปลี่ยนแปลงในตลาดหุ้นนิวยอร์กยังได้รับอิทธิพลจากการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึงดัชนีราคาผู้บริโภคและความเชื่อมั่นผู้บริโภค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นกลุ่มต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของผลกระทบจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศต่อกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ตัวอย่างเช่น กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานและกลุ่มเฮลท์แคร์ได้รับผลกระทบในเชิงลบ ในขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มวัสดุมีการปรับตัวขึ้น การวิเคราะห์ข้อมูลตลาดหุ้นนิวยอร์กในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาด และความสำคัญของการติดตามข่าวสารและข้อมูลต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนที่ชาญฉลา

We have summarized this news so that you can read it quickly. If you are interested in the news, you can read the full text here. Read more:

InfoQuestNews /  🏆 7. in TH

ตลาดหุ้น ดาวโจนส์ เงินเฟ้อ ตะวันออกกลาง ผลประกอบการ

 

United States Latest News, United States Headlines



Render Time: 2026-05-30 07:03:51