สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลให้นักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อิหร่านเตือนจะตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยปฏิบัติการทางทหารหากยังคงยึดเรือต่อไป
สถานการณ์ความตึงเครียดใน ตะวันออกกลาง ส่งผลให้ ค่าเงิน ดอลลาร์ สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องในวันนี้ โดยนักลงทุนทั่วโลกหันมาให้ความสนใจและเข้าซื้อ ดอลลาร์ สหรัฐฯ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (safe-haven asset) ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งที่อาจลุกลามในภูมิภาคนี้ การเคลื่อนไหวของตลาดเงินดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความวิตกกังวลของนักลงทุนต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อ เศรษฐกิจ โลก หากสถานการณ์ใน ตะวันออกกลาง ทวีความรุนแรงขึ้น ณ เวลา 23.42 น.
ตามเวลาประเทศไทย ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นเครื่องมือวัดความแข็งแกร่งของดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอีก 6 สกุลเงินทั่วโลก ปรับตัวขึ้น 0.20% ไปอยู่ที่ระดับ 98.84 จุด แสดงให้เห็นถึงแรงซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโร โดยปรับตัวขึ้น 0.19% ไปอยู่ที่ระดับ 1.169 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ 1 ยูโร และแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเยนญี่ปุ่น โดยปรับตัวขึ้น 0.41% ไปอยู่ที่ระดับ 160.27 เยนต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ การแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ ในครั้งนี้เป็นผลมาจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนมองว่าดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่นๆ ในช่วงเวลาที่สถานการณ์โลกมีความไม่แน่นอนสูง ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากที่สำนักข่าว Press TV ของอิหร่าน รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวด้านความมั่นคงว่า อิหร่านจะตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยปฏิบัติการทางทหารที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หากสหรัฐฯ ยังคงยึดเรือที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านต่อไป แหล่งข่าวระบุว่า กองทัพอิหร่านได้ย้ำว่า ความอดทนของอิหร่านมีขีดจำกัด และการตอบโต้ที่รุนแรงจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากสหรัฐฯ ยังคงดำเนินการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมทางทะเลที่สำคัญต่อการขนส่งน้ำมันทั่วโลก การปิดล้อมดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก หากเกิดการหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมัน สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่การเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ในกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน เมื่อวันที่ 11-12 เมษายน ที่ผ่านมา ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความยากลำบากในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศ นักวิเคราะห์มองว่า การที่สหรัฐฯ ยังคงดำเนินนโยบายแข็งกร้าวต่ออิหร่าน จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดความขัดแย้งทางทหารในภูมิภาคนี้ ในขณะเดียวกัน นักลงทุนทั่วโลกยังจับตาดูการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) รวมทั้งธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางอังกฤษ และธนาคารกลางแคนาดา ในสัปดาห์นี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางทุกแห่งจะตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และมีความเสี่ยงที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจกระตุ้นให้เงินเฟ้อดีดตัวขึ้น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในขณะนี้อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ และอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก การประชุมเฟดในวันนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากจะเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของนายเจอโรม พาวเวล ในฐานะประธานเฟด ก่อนที่จะหมดวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 15 พฤษภาคม นักลงทุนจึงให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อถ้อยแถลงของนายพาวเวล และสัญญาณต่างๆ ที่อาจบ่งบอกถึงทิศทางนโยบายการเงินของเฟดในอนาคต ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 100% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันนี้ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงประเมินว่ามีโอกาสน้อยที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ เนื่องจากความเสี่ยงที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจกระตุ้นให้เงินเฟ้อดีดตัวขึ้
ดอลลาร์ ค่าเงิน ตะวันออกกลาง อิหร่าน สหรัฐฯ เฟด อัตราดอกเบี้ย สงคราม เงินเฟ้อ




